2006-4 chicagotribune.com

เราดูกีฬาเพราะอะไร ?

คำถามที่ผมก็พยายามจะตอบตัวเองให้ได้ ในวัยที่เริ่มจะตั้งคำถามกับอะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิต หลายคนคงมีคำตอบให้ตัวเองแตกต่างกันไป แต่สำหรับผม ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมยังดูกีฬาอยู่ โดยเฉพาะฟุตบอลและบาสเกตบอลก็เพราะมันทำให้ผมได้พบเจอเรื่องราวมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ภาพยนตร์หรือเทพนิยาย ได้อยู่เป็นประจักษ์พยานต่อประวัติศาสตร์และศักยภาพอันลี้ลับที่ยังซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวมนุษย์ซึ่งเราไม่มีทางอธิบายได้เลยว่ามันมากมายมหาศาลเพียงใด เหมือนที่เลสเตอร์ ซิตี้ทำให้เห็นว่าอำนาจของจิตใจและการทำงานร่วมกันของมนุษย์มันทำให้พวกเขาก้าวข้ามคำว่าเงินและพรสวรรค์มาได้ไกลแค่ไหน เหมือนที่โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการยิง 5 ประตูใน 1 เกมเราทำได้เร็วที่สุดเท่าไหร่ เช่นเดียวกับสตีเฟ่น เคอร์รี่ที่ปลดแอกความคิดเราจากวันก่อนและแสดงให้เห็นว่าเราสามารถจะชู้ตลูกสามคะแนนได้มากกว่าที่พวกเราเคยฝันถึง และกับโคบี้ ไบรอันท์ชายที่ทำให้รู้ว่าจิตใจคือจุดเริ่มต้นของศักยภาพอันน่ามหัศจรรย์ของมนุษย์ จิตใจในแบบที่เขายืนยันมันได้กระทั่งในวันสุดท้ายของอาชีพ

แต่หากจะให้พูดถึงเกมที่จะทำให้ทุกคนกล่าวถึงโคบี้และจดจำความมหัศจรรย์ของเขาไปตลอดกาล คำตอบไม่เคยหนีไปจากเกม 81 แต้ม  เพราะในยุคที่วงการบาสเกตบอลได้รับการพัฒนาจนมีแต่นักบาสที่มีศักยภาพและระบบทีมที่พร้อมจะป้องกันไม่ให้ใครสามารถทำอะไรได้สะดวก  อย่างมากที่สุดจำนวนแต้มที่นักบาสรุ่นใหม่ ๆ คนหนึ่งควรจะทำได้ก็ไม่น่าเกินไปจาก 60 กว่าแต้ม 71 แต้มแบบที่ David Robinson ทำได้ในปี 1994 ก็แทบจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้ว แต่โคบี้กลับไปได้ไกลกว่านั้นในวันที่พละกำลังและความทะเยอทะยานของเขามาถึงจุดสูงสุดในชีวิต ราวกับได้เห็น Charlie Parker กำลังใช้แซ็กโซโฟนร่ายมนต์ปลดปล่อยท่วงทำนองแจ๊สหัวขบถของเขาให้โลกสดับ

บทความนี้แปลมาจากบทความ The story of Kobe Bryant’s greatest game โดย Arash Markazi นักเขียนอาวุโสของ ESPN ที่ได้นำเสนอเรื่องราวในเกมวันนั้นออกมาในรูปแบบของการเล่าเรื่องด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์แบบ Oral History หรือที่ภาษาไทยเรียกกันว่า ประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า โดยเรียบเรียงเรื่องราวเพื่อพยายามจะบอกเล่าเหตุการณ์ไปพร้อมกับการตั้งคำถามถึงเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้นจนถึงแรงกระเพื่อมหลังจากนั้น ผ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เพื่อค้นหาเรื่องราวและมุมมองที่หลากหลาย ภายใต้เหตุการณ์เดียวกัน ทั้งจากฝ่ายผู้แพ้ ผู้ชนะ และคนที่อยู่ในเกมวันนั้น มาให้ผู้อ่านได้ดื่มด่ำกับเรื่องราวที่จะมีคนพูดถึงมันไปอีกแสนนาน จะเป็นอย่างไรลองอ่านกันครับ (ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ)

 

บทที่ 1 : โอกาสสำหรับเขาที่จะได้ผลิดอกออกใบ

Untitled-1

เครดิตภาพ latimes.com

เลเกอร์สเข้าเพลย์ออฟตลอด 8 ปีแรกในอาชีพของไบรอันท์ แต่หลังจากที่เลเกอร์สแพ้ในนัดชิงชนะเลิศปี 2004 โค้ชฟิล แจ็คสันก็ออกจากทีมไปท่ามกลางปัญหา รวมถึงสตาร์อย่างแชคิล โอนีลที่ถูกโยนทิ้งไปยังไมอามี่ ฮีท ซีซั่นต่อมา Rudy Tomjanovich ตัดสินใจลาออกหลังจากการคุมทีมมาได้ 43 เกมเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เลเกอร์ส ชวดโพสซีซั่นเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปี 1976 และหลังจากที่แจ็คสันออกจากทีมไปเขาก็ได้เขียนหนังสือที่พยายามจะอธิบายโคบี้ในฐานะที่เป็นนักบาสซึ่งโค้ชสอนไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น แจ็คสันก็กลับมาอีกครั้งในปีถัดมาตามคำสั่งผู้บริหารทีมอย่างจีนี่ บัสส์ หญิงสาวที่แจ็คสันนั้นออกเดทกับเธอมาตั้งแต่ปี 1999

Kobe Bryant: แจ็คสันนั้นเหมือนอัจฉริยะในโลกของบาสเกตบอล อัจฉริยะในแง่ของรายละเอียดภายในเกม ความพิถีพิถัน การใช้จังหวะ บาสเกตบอลของเขานั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าที่ผู้คนจะเข้าใจได้ ผู้เล่นจะไม่มีทางเข้าใจมันเลยจนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตนเอง ต้องลองได้เล่นภายใต้คำสั่งสอนของเขากับ Tex Winter (ผู้ช่วยโค้ช) ซึ่งผมก็พยายามจะเล่นบาสเกตบอลขั้นสูงแบบนั้นไปพร้อมกับเขา

Brian Shaw (ผู้ช่วยโค้ชเลเกอร์ส 2005-11):  สิ่งที่ฟิลเขียนในหนังสือคือสิ่งที่เขารู้สึก แต่บางสิ่งที่ฟิลเขียนไว้ในหนังสือคือสิ่งที่อธิบายว่าโคบี้เป็นอย่างไร ผมคิดว่าโคบี้คงรู้สึกเหมือนถูกทำลายความไว้ใจ แต่เมื่อพวกเขาได้จับเข่าคุยกัน ฟิลพูดด้วยประโยคง่าย ๆ ว่า นายจะลืมเรื่องพวกนี้ไปได้มั้ย ? โคบี้ตอบว่า “ได้” แค่นี้เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอีก

Jeanie Buss (รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจของเลเกอร์สตั้งแต่ปี 1999-2003 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหาร): ยังไงคุณก็ต้องจำได้ ซีซั่นนั้นสำหรับฉันมันคือการกลับมาของฟิล ลืมมันเสียกับสิ่งที่ฟิลได้เขียนไปในหนังสือ ฉันแค่อยากจะมั่นใจว่าโคบี้และฟิลจะไปด้วยกันได้และไปด้วยกันได้ดี ซึ่งก็เหมือนว่าเขาทั้งสองทำได้และเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกัน

Mitch Kupchak (ผู้จัดการทั่วไปเลเกอร์ส 1994-ปัจจุบัน): โคบี้มีอะไรมากกว่าการได้ฟิลกลับมา เขาเตรียมตัวอย่างหนักเพื่อซีซั่นนั้น เราเทรดแชคไปเมื่อปีก่อน ทำให้โคบี้มีโอกาสจะได้สยายปีกโบยบินและได้ถามใจตัวเองรวมถึงพวกเราด้วย ว่าสุดท้ายเขาอยากจะถูกจดจำในหน้าประวัติศาสตร์อย่างไร เขาอาจจะโอเคอยู่กับแค่การทำแต้มเฉลี่ย 22 แต้มต่อเกมก็ได้ แต่นี่คือโอกาสที่เขาจะได้ผลิดอกออกใบ ฉะนั้นเขาจึงอยากจะแสดงให้โลกได้เห็นว่าเขานั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน

Laron Profit (การ์ดเลเกอร์ส 2005-06 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชที่ออร์แลนโด้ แมจิก): การที่ฟิลกลับมาในซีซั่นนั้น ผมคิดว่าโคบี้คงรู้สึกว่าเขามีเรื่องให้ต้องพิสูจน์ ตอนผมถูกเทรดจากวอชิงตันมาเลเกอร์สในช่วงซัมเมอร์ ผมเคยอยู่ในช่วงเวลาฝั่งตะวันออกมาก่อน แต่ผมก็เข้ายิมมาซ้อมตั้งแต่ 7 โมงเช้าได้ ซึ่งเวลานั้นไม่มีใครอยู่นอกจากโคบี้ เขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ 6 โมงเช้า หลังจากออกวิ่งตอนตีห้า โคบี้ไม่ใช่แค่ผู้เล่นเกมรุกที่ยอดเยี่ยม แต่เขายังเป็นผู้เล่นเกมรับที่ยอดเยี่ยมด้วยในซีซั่นนั้น เขาทำสกอร์ 40 แต้มและยังป้องกันนักบาสอย่าง Tracy McGrady, Vince Carter, Gilbert Arenas และ Paul Pierce ทุกคืน เขาบอกผมว่า ฉันจะโชว์ให้นายดูว่าทำไมฉันถึงต่างจากคนอื่น เพราะฉันจะลุยทั้งรุกรับ

Rasheed Hazzard (เจ้าหน้าที่สเก๊าท์ตัวนักกีฬาของเลเกอร์ส 2006-11 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชอยู่ที่นิวยอร์ก นิคส์): ผมได้รับโทรศัพท์จากเบอร์นิรนามถัดจากวันแรงงาน ประมาณ 5 ทุ่ม ซึ่งมันคือโคบี้ที่โทรมา เขาโทรมาถามผมว่ามาช่วยเขาฝึกตอนตีห้าครึ่งได้มั้ย ผมบอกเขา ได้ ๆ เดี๋ยวผมไป ผมไปถึงตอนตีห้ายี่สิบ คิดว่าคงมาถึงก่อน แต่ปรากฏว่าตอนนั้นโคบี้ตัวชุ่มเงื่อไปหมดแล้ว เขาจ้างคนมาช่วยเขาในเรื่องการสร้างความยืดหยุ่นในปีนั้นและสอนเขาเรื่องวิธีการวอร์มอัพที่ต่างออกไป นั่นแหละเขาวอร์มเสร็จเรียบร้อยต่อด้วยการยกเวท ตัวเขาชุ่มเหงื่ออยู่ 10 นาทีก่อนที่เราจะเจอกันและเริ่มซ้อม นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่าตีห้าครึ่งของเรานั้นหมายถึงตีสี่สี่สิบห้าสำหรับโคบี้ หลังจากเราฝึกกันจบเขาก็ออกไปวิ่งต่อ (track workout) หลังจากเขาวิ่งเสร็จ เขาก็มาออกกำลังกล้ามเนื้อหลักต่อ (core workout) จากนั้นผมมาเจอเขาอีกทีในคืนนั้นที่มหาลัย UC Irvine เพื่อซ้อมชู้ต ผมไม่เคยเห็นใครซ้อมหนักขนาดนั้น ความทะเยอทะยานอยากจะเป็นคนที่เก่งที่สุดของเขานั้นไม่มีใครสู้ได้เลย

Ronny Turiaf (ฟอร์เวิร์ดเลเกอร์ส 2005-08): เขาเข้ายิมด้วยตัวเค้าเองเสมอ ไม่มาออกกำลังกายในยิมก็ซ้อมในสนาม เขาเป็นคนแรกเสมอ ผมไม่รู้ว่าเขาหลับตอนไหน เขาชอบโทรหาผมตอนตีหนึ่งตีสองเพื่อคุยอะไรกันไป จากนั้นก็ไปวิ่งตอนตีห้า เขาอุทิศตัวเองให้กับการเป็นนักบาสที่ดีที่สุดในโลก

Kobe Bryant: มันอาจจะดูบ้าและส่วนใหญ่คนก็คิดว่ามันบ้า แต่การทำสกอร์ 81 แต้มไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรซ์สำหรับผม ผมหวังว่าคนจะไม่คิดว่าผมอีโก้หรืออะไรประมาณนั้นนะ แต่คุณต้องเข้าใจวัยของผมในตอนนั้น (อายุ 27) คือร่างกายมันพีคสุด ๆ มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ฝึกตลอดซัมเมอร์ด้วยวิธีการฝึกแบบนั้น ทั้งการวิ่ง การออกกำลังและซ้อมชู้ตเป็นพัน ๆ ลูกต่อวัน มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก

 

บทที่ 2: ฉันจะทำมันอีกถ้าเราต้องการมันจริง ๆ

เครดิตภาพ si.com 

หนึ่งเดือนก่อนเล่นกับโทรอนโต้ ไบรอันท์ถล่มสกอร์ใส่ดัลลัสคนเดียวใน 3 ควอเตอร์ 62-61 (เลเกอร์สนำอยู่ 95-61) ไบรอันท์เล่นแค่ 33 นาทีในคืนนั้น และนั่งข้างสนามตลอดควอเตอร์ 4 เลเกอร์สชนะทีมระดับแชมป์สายตะวันตกปีก่อน ท้ายเกมเขาถูกถามว่าเขาจะจบที่กี่แต้มหากได้เล่นในควอเตอร์ 4 ไบรอันท์ยักไหล่ “น่าจะ 80 มั่ง” โคบี้กล่าว “ผมรู้สึกถึงความลงตัวในการเล่นมาก ๆ”

Brian Shaw: หลังจบควอเตอร์ 3 ผู้เล่นที่ม้านั่งสำรองกับโค้ชจะออกมาประชุมทีมกันในสนาม ฟิลบอกผมให้ไปถามโคบี้ว่าอยากอยู่ในเกมต่อหรือเปล่า เพื่อเล่นให้ถึง 70 แต้มแล้วค่อยออก ผมจึงไปบอกโคบี้ “เฮ้ โค้ชถามว่านายอยากอยู่ต่อช่วงต้นควอเตอร์ 4 ซักหน่อยมั้ย ให้ได้ซัก 70 แล้วค่อยออก” เขามองไปที่สกอร์บอร์ดแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้า” ผมมองเขาและแอบเคืองนิด ๆ เลยบอกไปว่า “เฮ้ย นายมีโอกาสได้ถึง 70 แต้มเลยนะ จะมีซักกี่คนที่ทำได้ถึง 70 แต้มวะ ? แค่เล่นต่ออีกซักสองสามนาทีเผื่อได้ซัก 8 แต้ม ให้ถึง 70 ก่อนเหอะ แล้วค่อยออกก็ยังได้” เขาบอก “ฉันจะทำมันอีกถ้าเราต้องการมันจริง ๆ เอาไว้เวลาสำคัญจริง ๆ เถอะ”

Kobe Bryant: ไบรอันท์เขาเคือง ๆ ประมาณว่า “เฮ้ย นายบ้าไปแล้วหรือไงวะเนี่ย ?” นายรู้มั้ยเนี่ยว่า คืนนี้นายทำอะไรลงไป ? ผมบอกไปแค่ “ไว้ผมจะทำมันเวลาที่พวกเราต้องการมันจริง ๆ” ไบรอันท์ก็ประมาณว่า “เฮ้ยได้ไงวะ” มันเป็นเรื่องที่ผมพูดได้สบาย ๆ เพราะผมซ้อมมาอย่างหนักและร่างกายผมพร้อมทุกอย่าง ผมเชื่อว่าผมทำสกอร์ขนาดนั้นได้อีก

Jeanie Buss: ฉันโกรธฟิลมากตอนเราขับรถกลับบ้าน ฉันถาม “คุณเอาโคบี้ออกจากเกมทำไม ?” เขาบอก “ก็เกมมันขาดแล้ว นั่นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของบาสเกตบอลหรอกหน่า” ฉันเลยตอบไปว่า “แต่คุณก็ควรให้เขาได้ทำสถิติ” ฉันจำได้เลยตอนฉันโกรธฟิล ฉันอยากให้เขาปล่อยโคบี้ทำอะไรก็ได้ตามใจ เพราะมันดูสนุกจะตาย

Phil Jackson (โค้ชเลเกอร์ส 1999-2004, 2005-11 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานทีมนิวยอร์ค นิคส์): ผมรู้ว่าคนลอส แองเจลิสอยากเห็นโคบี้ทำอะไรแบบนั้น ซึ่งเราต่างก็ต้องการกันหมด โคบี้จะโจมตีอย่างหนักถ้าในคืนนั้นมันมีความหมายมาก ๆ มันสมบูรณ์แบบ ยิ่งเล่นก็ยิ่งสนุก แต่การนำห่างไปตั้ง 30 แต้มแล้วในตอนนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเล่นต่อ

Mark Cuban (เจ้าของทีมดัลลัส แมฟเวอริกส์ 2000-ปัจจุบัน): ผมยังจำได้ว่าผมโคตรโมโหที่เราไม่สามารถจะหยุดเขาได้เลย เขาถล่มสกอร์ใส่เราอยู่คนเดียวใน 3 ควอเตอร์ มันเหลือเชื่อมาก ๆ

Laron Profit: จริง ๆ ผมเข้ามาแทนโคบี้ในควอเตอร์ 4 และเอ็นร้อยหวายฉีกในควอเตอร์นั้น ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่าเขารู้ตัวว่าเขาเจออาการเดียวกับผมเข้าให้แล้ว (ปี 2013) เพราะเขาเห็นผมตอนเกิดเหตุการณ์ เราเจ็บตรงจุดเดียวกันในสนามและปฏิกิริยาของเราก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน

John Black (รองประธานเลเกอร์สและหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ 1989-ปัจจุบัน): ใครจะรู้ว่าเขาทำสกอร์ได้เท่าไหร่ ถ้าเขาได้เล่นในควอเตอร์ 4 ผมดีใจที่เราชนะและจำได้ว่ารู้สึกอินกับโคบี้สุด ๆ  เพราะเราชนะกันถล่มทลายไม่ใช่แค่เฉือนชนะกัน 2 แต้ม เขาเข้าใกล้สถิติแฟรนชายส์ของ Elgin Baylor ที่เคยทำไว้ 71 แต้มมาก ๆ แต่เราก็ไม่ได้คิดกันถึง 81 แต้ม เราคิดถึงกันแต่สถิติในตอนนั้น

Josh Rupprecht (ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเลเกอร์ส 2003-13 ปัจจุบัน ดำรงผู้อำนวยการสมาคมกีฬา UCLA): เกมนั้นน่าจะไปถึง 81 แต้ม ถ้าเขาเล่นในควอเตอร์ 4 คนชอบเปรียบเทียบสองเกมนี้ เหมือนให้คุณเลือกวงดนตรีวงโปรด ซึ่งผมเลือกเกม 62 แต้มนะ เพราะเหมือนวงอินดี้หน่อย

Jalen Rose (ฟอร์เวิร์ดแร็ปเตอร์ส 2003-06 ปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ให้ ESPN): ปีนั้นโคบี้เขาหยุดไม่อยู่แล้วจริง ๆ หลายเกมเขาทำสกอร์ได้ 40 แต้มขึ้น เกมที่เจอดัลลัสผมว่าดีกว่าเกม 81 แต้มนะ เพราะเราไม่ใช่ทีมเพลย์ออฟ เราไม่ใช่ทีมเก่ง การจัด 62 แต้มใน 3 ควอเตอร์สู้กับดัลลัส แมฟเวอริกส์ ทีมที่เพิ่งเข้าถึงรอบชิง ให้คิดตอนนี้ เกมนี้เจ๋งกว่า

Kobe Bryant: ผมรู้สึกว่าทั้งซีซั่นนั้น เป็นซีซั่นที่หาได้ยาก มันเป็นซีซั่นที่ร่างกายกับจิตใจของผมมันไปด้วยกันได้ดี

Brian Cook (ฟอร์เวิร์ดเลเกอร์ส 2003-07): เขาหยุดไม่อยู่แล้วในตอนนั้น เขาอยากจะทำสกอร์เมื่อไหร่ก็ได้ที่เขาต้องการ และเขารู้ว่าไม่มีใครหยุดเขาได้ ส่วนเพื่อนร่วมทีมคนอื่นก็ได้แต่มองและเรียนรู้กันไป บอกตรง ๆ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมันพิเศษมาก

Bill Macdonald (โฆษกของ Fox Sports West/Prime Ticket 1985-2012 ปัจจุบันเป็นนักพากย์ให้กับเลเกอร์สทีวี): เลเกอร์สมีโคบี้และนักบาสคนอื่น ๆ แต่เราต่างรู้ว่าคนอื่น ๆ คงโชว์ได้แค่บางเกม เพราะโคบี้ต้องไปให้สุดแล้วในตอนนั้น ใครจะเป็นตัวชู้ตในทีมได้ล่ะ Smush Parker หรอ ? Chris Mihm หรอ ? Kwame Brown หรอ ? มันบ้ามากกับสิ่งที่เราเห็นกันเป็นปกติในซีซั่นนั้น

Mychal Thompson (นักวิเคราะห์ทางวิทยุของเลเกอร์ส 2003-ปัจจุบัน): เลเกอร์สในปีนั้นเป็นทีมที่ดูไม่มีอนาคต แต่โคบี้กลับทำให้มันน่าสนใจในทุกคืนที่เขาเข้ามาในสนาม คุณจะรู้ทันที ว่าถ้าเขาอยู่ตรงโซนใดโซนหนึ่งในสนามอะไรก็เกิดขึ้นได้

Mitch Kupchak: มันเป็นปีที่สองของการสร้างทีมและเป็นปีแรกที่ฟิลกลับมา ฉะนั้นเราจึงยังอยู่ในช่วงพยายามหาแนวทางของทีม ต้องมีการพัฒนาแก้ไขกับตัวผู้เล่นใหม่ ๆ ภายในทีม ชัดเจนว่าเรากำลังสร้างทีมกันใหม่ เราจึงต้องการทุกอย่างที่โคบี้จะให้เราได้ ซึ่งมันไม่ถูกไม่ควรหรอก แต่โคบี้ก็ได้มีปีมหาโหดของเขา ถ้ามองในมุมของความบันเทิง มันก็มหัศจรรย์ เพราะในปีนั้นคุณได้ดูบางอย่างที่มันหาดูได้ยาก

Laron Profit: ฟิลรู้ถึงสิ่งที่โคบี้ทำได้ แต่เขาก็ยังให้ความสำคัญกับความเป็นทีม ผมจำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งทีมอยู่ในช่วงศึกษาวิดีโอ ซึ่งในเทปโคบี้ชู้ตในเกมเยอะมาก ย้ำว่าชู้ตเยอะมาก ฟิลหยุดภาพไว้ แล้วเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Miles Davis และ John Coltrane (นักดนตรีแจ๊ซชื่อดัง – ผู้แปล) ตอนทำเพลงด้วยกันในสตูดิโอครั้งหนึ่ง ซึ่ง Coltrane โซโล่ได้อย่างน่าทึ่ง จนกระทั่งจบเพลง Miles จึงบอก “เฮ้ยเพื่อน บางครั้งนายแม่งต้องรู้มั่งเหอะว่ะ ว่าช่วงไหนจะผ่อนลงบ้าง” เรื่องที่ฟิลยกมาพูดก็เพื่อบอกให้โคบี้ส่งบอลบ้าง แต่เขาก็พยายามพูดให้เราขำกัน แม้เราทุกคนต่างรู้ว่าเขากำลังหมายถึงอะไร

Luke Walton (ฟอร์เวิร์ดเลเกอร์ส 2003-2012 ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชโกลเด้นสเตท วอร์ริเออร์): เราทุกคนรู้ว่าฟิลอยากจะทำอะไร แต่โคบี้คือนักบาสที่ดีที่สุดในโลก เมื่อเขาถึงจุคพีค ซึ่งเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในซีซั่นนั้น มันก็ไม่มีการป้องกันแบบไหนจะหยุดเขาได้ เขาแบกเกมได้ทั้งหมดในเวลาที่เราเล่นกันไม่ได้ ซึ่งมันไม่ใช่แผนตั้งแต่เริ่มต้นเกม แต่มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

Spero Dedes (ผู้บรรยายเกมทางวิทยุของเลเกอร์ส 2005-11): นั่นเป็นปีแรกของผมกับทีม ตอนนั้นผมอายุ 26 เพิ่งได้งานได้ 2 เดือน แล้วก็มาเจอเขาทำสกอร์อย่างเมามันขนาดนั้น มันก็เหวออยู่เหมือนกัน มันเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมคิดว่าผมต้องซื้อเครื่องดิกชันนารีมาดูคำเหมือนแล้ว (pocket thesauruses) เพราะผมหาคำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด (superlative) มาเปรียบเปรยหรืออธิบายแทบไม่ได้แล้วสำหรับสิ่งที่เขาทำลงไป ผมไม่ได้พยายามจะคิดหาคำเอง ผมเกือบซื้อมัน คุณแทบไม่รู้เลยว่าคุณจะเจออะไรจากเขาในคืนนั้นหรือคุณจะบรรยายมันอย่างไรดี มันท้าทายสุด ๆ

Kobe Bryant: กับทีมนั้น ในซีซั่นนั้น เกมที่ผมไม่ต้องลุยเองมีเยอะกว่านะ แต่ไม่มีเกมไหนเลยที่ผมลงไปพร้อมกับแผนการที่เตรียมไว้ ผมแค่อ่านเกมและดูว่าอะไรเป็นอะไร นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นปกติอยู่แล้วแม้กับตอนแข่งกับโทรอนโต้

 

บทที่ 3: มันเป็นเกมที่ไม่น่าสนใจเอาซะเลย 

2006-3

เครดิตภาพ espn.go.com

22 มกราคม 2006 เป็นวันชิงแชมป์สายของ NFL ปีนั้น Seattle Seahawks กับ Pittsburgh Steelers ผ่านเข้าไปชิงซูเปอร์โบวล์ เกมระหว่างเลเกอร์สที่มีสถิติ 21-19 กับ แร็ปเตอร์สสถิติ 14-26 ไม่ใช่เพียงเกมที่แฟนกีฬามองข้าม แต่หลายคนที่เกี่ยวข้องกับทีมก็ยังไม่ได้สนใจอะไรมากด้วยซ้ำ Joel Meyers ผู้บรรยายเกมของเลเกอร์สอยู่ในซีแอทเทิ้ลเพื่อไปทำรายการวิทยุให้เกมชิงแชมป์ NFC  Andrew Bernstein ช่างภาพของเลเกอร์สและ NBA มาถ่ายภาพแค่เกมคู่แรกที่สเตเปิ้ลเซ็นเตอร์ระหว่างลอสแองเจลิส คลิปเปอร์สกับโกลเด้นสเตท วอร์ริเออร์ส ก่อนจะออกจากสนามกลับบ้านไปหาลูก ๆ Mark Heisler นักข่าวของลอสแองเจลิส ไทม์ มีวันหยุดในวันนั้นจึงทำให้พลาดเกม แต่สุดท้ายเขาก็คือคนเขียนวีรกรรมของโคบี้ลงคอลัมน์ หรือแม้แต่ Jack Nicholson ก็ยังพลาดมานั่งข้างสนามในเกมวันนั้น

John Black: ผมรู้สึกว่าวันนั้นมันก็เป็นแค่วันอาทิตย์ธรรมดา ๆ วันหนึ่ง อย่างที่มันควรจะเป็น เป็นแค่เกมธรรมดา เราเป็นทีมระดับเพลย์ออฟ แต่ไม่ใช่ทีมระดับแชมป์ โทรอนโต้ก็ไม่ใช่ทีมที่ดีเท่าไหร่ พวกเขาก็พอ ๆ กันกับเรา ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่สำหรับเกมนั้น ก็แค่อีกเกมนึงในช่วงปลายเดือนมกราคม เป็นวันที่น่าเบื่อวันนึงของซีซั่น

Josh Rupprecht: เกมในเดือนมกราคมมักจะเป็นเกมที่ค่อนข้างน่าเบื่อของซีซั่น ผมจำได้ว่า ณ จุดหนึ่งมันมีคำถามขึ้นมาว่า คุณว่าคนจะยอมจ่ายตังค์ดูเกมนี้กันหรือเปล่า ? ผมรู้ว่าหลายคนก็บอกว่ายอม เดี๋ยวเขาไปดู แต่เอาจริงเขาก็ไม่ไปดู เพราะเมื่อเกมจบ คนก็มักจะโทรมาที่ขายตั๋วเพื่อขอเงินคืน

Chuck Swirsky (ผู้บรรยายเกมของแร็ปเตอร์ส 1998-2008 ปัจจุบันเป็นผู้บรรยายเกมทางวิทยุให้แก่ชิคาโก้ บูลส์): มันเป็นคืนวันอาทิตย์ที่จืดชืดมากที่สเตเปิ้ล เซ็นเตอร์ ทุกครั้งที่คุณไปดูเลเกอร์สแข่งที่สเตเปิ้ล เซ็นเตอร์ คุณจะได้เจอเซเลบ แต่ปรากฎว่าคืนนั้นมันไม่มีใครเลย แจ็คก็ไม่อยู่ Dyan Cannon (นักแสดงหญิง) ก็ไม่มา Heather Locklear (นักแสดงหญิง) ก็ด้วย คือไม่มีใครเลย แต่ผมคิดว่า Andy Dick (นักแสดงตลก) น่าจะอยู่นะ

Andy Dick (นักแสดงตลก): เพื่อนผมคนหนึ่งชวนไป เขาคือ Joe Francis เราได้ที่นั่งข้างสนาม ผมอยู่ห่างจากโคบี้ประมาณ 3- 4 ที่นั่ง ผมไม่เคยไปดูแข่งบาสเลยทั้งก่อนและหลังจากนั้น แค่บังเอิญได้ไปดู ผมถูกชวนไปนาทีสุดท้าย เพราะเดทของ Joe ถูกยกเลิก ผมไม่เคยเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเหมือนการแสดงละครมาก ๆ ผมติดตรึงอยู่กับโมเม้นท์นั้น โคบี้คือนักบาสคนเดียวที่ผมรู้จัก เขาชู้ตลง ลง ลง ลง แล้วก็ลง ผมเป็นคนไม่ดูบาสเกตบอลหรือกีฬา แต่ผมยังต้องตะโกนส่งเสียงเชียร์ตามไปด้วย เพราะทุกคนก็เฮกันสุด ๆ โคบี้ทำให้ผมยอมรับเขาได้ระดับหนึ่งเลย เพราะผมแหกปากตะโกนเรียกชื่อเขาดังมาก ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นคนทำให้เขาปล่อยพลังได้ในคืนนั้น แต่ผมก็ไม่ได้กลับไปดูบาสอีกนะหลังจากนั้น เว้นว่าถ้ามีใครชวนผมอีกผมคงไป

Joe Francis (ผู้ก่อตั้งบริษัทภาพยนตร์ Girls Gone Wild): ผมเจอกับ Andy โดยบังเอิญ มันเป็นเกมพบแร็ปเตอร์สวันอาทิตย์ ซึ่งไม่ใช่เกมที่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่สำหรับคนแอลเอ แต่พลังของคนในวันนั้นกลับมหาศาล ผมจำได้ว่ากรรมการบอกให้ผมถอยออกจากคอร์ทหน่อย หลังจากผมไฮ-ไฟว์กับโคบี้ไปหลายครั้ง ผมเอาตั๋วเกมวันนั้นให้โคบี้เซ็น แต่ตอนนี้ไม่รู้มันไปอยู่ไหนละ

Bill Macdonald: ผมได้รับโทรศัพท์ประมาณสองสามอาทิตย์ก่อนว่าผมจะได้เป็นคนไปพากย์เกม ซึ่งตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พากย์เกมให้เลเกอร์ส แม้ผมจะเป็นพิธีกรในช่วงก่อนและหลังเกมมาก่อนหน้านี้ แต่มันก็เป็นความฝันของผมมานาน ผมคิดว่ามันเป็นเพียงโอกาสเดียวที่ผมจะได้ทำมัน ผมต้องสนุกกับมัน วันนั้นมันเป็นวันอาทิตย์ที่ออกจะอึมครึมหน่อย ๆ เลเกอร์สก็ผลงานป้อแป้และวันนั้นพบกับแร็ปเตอร์สทีมที่ไม่ได้น่าสนใจอะไร คือเกมมันไม่น่าสนใจเอาซะเลย สำหรับคนที่ถือตั๋วปี เกมนั้นน่าจะเป็นเกมที่พวกเขาคงให้หรือขายตั๋วของพวกเขาทิ้งได้เลย Joel Meyers สามารถทิ้งงานไปพากย์เกมชิงสาย NFC ที่ซีแอทเทิ้ลได้โดยไม่ต้องคิด ผมจำได้ว่าผมต้องขอบคุณเขาไปสองสามครั้งเลยทีเดียวที่ทำให้ผมได้มาเจอเรื่องดี ๆ ในการทำงาน

Joel Meyers (อดีตผู้บรรยายเกมเลเกอร์ส 2003-11): วันนั้นผมไม่ได้มาพากย์ เพราะผมมีสัญญาว่าต้องไปพากย์ฟุตบอลทุกวันอาทิตย์ร่วมกับ Bob Trumpy จนถึงรอบชิง NFC ให้กับ CBS Radio แต่ผมก็ยังตามเกมตลอด ลูกชายผมจะเป็นคนโทรมาอัพเดทผลให้ ผมยินดีกับโคบี้มากกว่าอะไรทั้งนั้น และผมก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไร เพราะเขาคือนักบาสที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยพบมา

 

บทที่ 4 การตั้งโซนป้องกันมันไม่เวิร์ค

2006-3

เครดิตภาพ gettyimages.com

เลเกอร์สอยู่ในอันดับ 7 ของสายตะวันตกที่กำลังขับเคี่ยวกัน พวกเขาเพิ่งแพ้มา 2 นัดติด ให้กับซาคราเมนโต้และฟีนิกซ์ ซึ่งโคบี้ทำสกอร์รวมกัน 2 เกมได้ 88 แต้ม พวกเขาไม่สามารถที่จะปล่อยให้ทีมแพ้คาบ้านแก่ทีมจากสายตะวันออกอันดับล่าง ๆ ได้ นาตาลีลูกสาวของไบรอันท์เพิ่งอายุ 3 ขวบในวันที่ 19 มกราคม ตอนเลเกอร์สอยู่ที่ซาคราเมนโต้

Kobe Bryant: เราจัดงานวันเกิดกันที่บ้านก่อนเกมพบแร็ปเตอร์ส ซึ่งมีครอบครัวและเพื่อนฝูงแวะมาเยี่ยมเยียน เป็นวันที่ดี เราเล่นเพ้นท์หน้ากันอะไรประมาณนั้น คืนนั้นนักกายภาพบำบัดของผมเขาแวะมาดูเข่าผม เพราะเข่าผมตอนนั้นมันมีปัญหามาก ผมจำเป็นต้องทำให้เข่าผมมันทำงานให้ได้ จากนั้นผมก็สั่ง เปปเปอร์โรนี พิซซ่ากับน้ำองุ่นโซดามาทาน (อาหารที่สมัยก่อนโคบี้จะทานเป็นประจำก่อนเกม – ผู้แปล) แล้วคืนนั้นทุกอย่างก็เสร็จสิ้น

Jalen Rose: แผนการของเราในการพบกับเลเกอร์ส ตอนแรกเราตั้งใจจะเล่นโซนตั้งรับแบบ 2-3 เราเป็นทีมที่ไม่ค่อยมีตัววงในดี ๆ เท่าไหร่ ฉะนั้นทีมโค้ชเลยตัดสินใจกันว่าทางที่ดีที่สุดที่จะป้องกันเลเกอร์สคือพยายามให้พวกเขาอยู่ได้แต่แถววงนอก พวกเขาคิดว่าตั้งโซน 2-3 น่าจะช่วยได้ แต่การตั้งโซนมันก็ไม่เวิร์คเอาซะเลย เพราะสุดท้ายสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน NBA เวลาที่คุณไม่สามารถกดดันการจ่ายบอลของฝ่ายตรงข้ามได้ คุณไม่สามารถคอนเทสท์ช็อตได้ คุณก็จะทำให้อีกทีมนึงมีจังหวะทำสกอร์

Kurt Rambis (อดีตผู้ช่วยโค้ชเลเกอร์ส 1994-99, 2001-09, 2013-14 ปัจจุบันเป็นเฮดโค้ชของนิวยอร์ก นิคส์): พวกเขาเล่นโซนและมีตัวป้องกันโคบี้อยู่หลายคน แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำลายจังหวะโคบี้ได้เลย โคบี้ค่อนข้างอยู่ในจังหวะได้เกือบทั้งเกม ผมจำได้ว่าระหว่างเกมผมยังคิดอยู่เลยว่าพวกเขาไม่กดดันโคบี้กันเลย ปล่อยให้โคบี้ชู้ตได้ทุกจุดในสนาม สำหรับผม ผมรู้สึกว่ามันง่ายสำหรับโคบี้เหลือเกิน เขาอยากทำอะไรก็ได้จากทุกตำแหน่งในสนาม

Kobe Bryant: ผมพยายามเล่นแม้จะมีปัญหาที่หัวเข่า เข่าผมมันตึง ๆ ตอนเริ่มเกมผมเลยเล่นแบบเขย่ง ๆ แต่มีช่วงหนึ่งผมลองไดรฟ์เข้าเลย์อัพทางเบสไลน์ได้ ผมเลยรู้ว่า ถ้าผมพยายามเล่นต่อไปได้ คืนนี้ต้องเป็นคืนที่ยิ่งใหญ่แน่ ๆ เพราะพวกเขาโรเตชั่นเกมรับกันช้ามาก สำหรับผมแค่เคาะบอลไปสองครั้งและทำทุกทางให้บอลไปถึงห่วงผมว่าผมทำลายพวกเขาได้ เพราะพวกเขาโรเตชั่นกันช้า ผมเริ่มใช้วิธีนี้ จากนั้นผมก็เริ่มจู่โจม ค่อย ๆ ทำ แล้วลูกจั้มป์ชู้ตมันก็ค่อย ๆ ลง ผมเริ่มอยู่ในจังหวะที่ดี เข่าก็ค่อย ๆ คลายตัว จากนั้นผมก็หยุดไม่อยู่

Brian shaw: ทีมเราค่อนข้างขึ้น ๆ ลง ๆ วิธีที่เราเล่นในครึ่งแรก สมควรได้รับเสียงโห่แบบที่เราโดน แต่นั่นกลับเป็นการเติมไฟให้โคบี้ ผมจำได้ว่าเราเล่นกันไม่เอาอ่าว เป็นฝ่ายตามหลังก่อน Mike James ของแร็ปเตอร์เล่นดี เขาเล่นประมาณว่าชู้ตสามคะแนนได้ 6 ลูกติด ผมคิดว่าเขาน่าจะทำได้ประมาณ 30 แต้มในคืนนั้น (26 แต้ม) เกมนี้มันไม่เหมือนเกมที่ดัลลัส ที่เรานำห่าง 30 แต้ม เพราะเราตามหลังและต้องกลับมาให้ได้

Kobe Bryant: เราเฉื่อยชากันมาก แต่ตอนนั้น ผมกลับวิ่งได้ทั้งวัน ถึกสุด ๆ ผมรู้สึกเหมือน ถ้าเพื่อนร่วมทีมเล่นกันไม่ได้ ผมเล่นเอง โดยเฉพาะคืนนี้ที่แร็ปเตอร์โรเตชั่นเกมรับกันไม่ดี ถ้าผมอยู่ในจังหวะที่ดี ผมคุมเกมได้แน่ ผมจะทำสกอร์เมื่อไหร่ก็ได้ เอาฟรีโทรว์เมื่อไหร่ก็ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าถ้าผมโฟกัสในสิ่งที่ผมต้องการจะทำ ผมจะพาเรากลับมาได้

Brian shaw: หากเขาเข้าที่เข้าทางได้แล้ว เขาจะพาทุกคนไปกับเขาด้วย ถึง Chris Mihm กับ Kwame Brown จะมีรูปร่างที่ใหญ่ แต่ในส่วนของเกมบุกพวกเขาไม่ใช่ตัวเลือกในการทำสกอร์ Smush Parker ทำสกอร์ให้เราได้เป็นครั้งเป็นคราว ไม่คงเส้นคงวา มันเลยต้องเป็นโคบี้ที่เป็นตัวหลักในการทำสกอร์ให้เรา ให้เกมเดินหน้าต่อ

Kobe Bryant: ผมนั่งพักไปใน 6 นาทีแรกของควอเตอร์ 2 ซึ่งผมน่าจะทำได้ซัก 14-15 แต้มกับ 6 นาทีที่พักไป จากสภาพที่เราเล่นกันผมว่าผมทำ 40 แต้มได้ง่าย ๆ เลยในครึ่งแรก  ผมจำเป็นต้องเหี้ยมก็เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม ต้องมีสมาธิ ไม่ลนลานไปกับผลสกอร์หรือเสียงโห่หรืออะไรทำนองนั้น

Devean George (ฟอร์เวิร์ด เลเกอร์ส 1999-2006): ฟิลใจเย็นมากในตอนพักครึ่ง ซึ่งเขาก็มักจะเป็นอย่างนั้น เขาพูดถึงการแก้เกม และ ณ จุดหนึ่งเขาก็ขำออกมาพร้อมกับพูดว่า “พวกนายตามหลัง 14 แต้มให้กับทีมแบบนี้เนี่ยนะ ?” นั่นคือฟิล คุณเชื่อไม่ว่าอะไรที่เขาพูด

Devin Green (การ์ด เลเกอร์ส 2005-06): ผมจำได้ว่าช่วงพักครึ่งฟิลมองมาที่พวกเราและพูดว่า “พวกนายจะปล่อยเกมนี้ไปหรอ ทีมนี้ไม่ได้เก่งกว่าเราเลย” โคบี้นั่งอยู่ตรงล็อกเกอร์ เขาเงียบ ไม่พูดอะไรสักคำ

Kobe Bryant: ผมไม่ได้ใส่ใจอะไรที่ใครพูดเลย เพราะผมคิดอะไรอยู่ในหัวตลอด ผมไม่ไฮ-ไฟว์กับใคร ไม่คุยกับใคร เหมือนอยู่กันคนละมิติ ไม่มีอะไรสำคัญ ทุกอย่างเป็นเรื่องนอกประเด็น ผมไม่ได้คิดเรื่องทำสกอร์เลยด้วยซ้ำ ผมแค่พยายามจะทำให้เราพลิกกลับมาให้ได้  เราตามอยู่ 18 แต้มในควอเตอร์ 3 ผมจำได้ว่าช่วงใกล้จบควอเตอร์ 3 ผมแย่งบอลได้แล้วรีบวิ่งตามบอลไปคว้าไว้ไม่ให้ออก จากนั้นก็วิ่งไปดั้งค์และพูดกับตัวเองว่า เรายังอยู่ในเกม เราต้องชนะเกมนี้ นั่นคือจุดเปลี่ยนจริง ๆ มันคือเพลย์ที่เปลี่ยนโมเมนตั้ม เพลย์ที่ผมรีบคว้าบอลไว้เพลย์นั้น ทำให้ผมรู้ว่าเราต้องชนะไอ้เกมบ้า ๆ นี้ได้

 

บทที่ 5 มันเป็นเรื่องที่ผมต้องทำ

2006-6 vancouverbasketball.ca

เครดิตภาพ vancouverbasketball.ca

เลเกอร์สโดนแฟนโฮ่ในช่วงพักครึ่งแรก หลังตามอยู่ 63-49 โคบี้ทำได้ 26 แต้ม ซึ่งก็ช่วยได้แค่นิดหน่อย แถมแร็ปเตอร์ยังออกนำไปถึง 18 แต้ม ในช่วงต้นควอเตอร์ 3 ก่อนที่ไบรอันท์จะเข้าควบคุมทุกอย่าง เขาทำสกอร์ในควอเตอร์ 3 ไป 27 แต้ม และลงเอยด้วยการไล่ตามมาเป็น 91-85

Mike Jame (การ์ดแร็ปเตอร์ส 2005-06): ผมจำได้ว่าในควอเตอร์ 3 โคบี้ทำมาประมาณ 50 แต้ม ผมเลยพูดกับโค้ช Sam Mitchell ให้ผมประกบโคบี้เถอะ เขาบอกผม ฉันไม่อยากให้นายประกบโคบี้เพราะฉันไม่อยากให้นายมีปัญหาเรื่องฟาวล์ ผมไม่อยากจะเชื่อว่านั้นคือสิ่งที่เราคิดกันไว้ในตอนนั้น เขาไม่พลาดเลยแม้จะอยู่ตรงไหนในสนาม ผมพยายามหาวิธีหยุดเขา มันเหมือนเพื่อนทุกคนในทีมกำลังตะลึงไม่ต่างจากแฟนที่ดูเกมในวันนั้นอยู่

Jalen Rose: มีการคุยกันว่าใครจะเป็นคนประกบโคบี้ แต่แล้วไง ? ดูตัวผู้เล่นของเลเกอร์สสิ ว่าพวกเขาเป็นใครกันบ้าง เราเลยไม่ได้พูดเรื่องประกบกันเท่าไหร่ ผมพูดไปหลายครั้งในระหว่างเกม เราจะดับเบิ้ลทีมโคบี้กันมั้ย ? หรือเอาจริง ๆ เราจะทริปเปิ้ลทีมไปเลยมั้ย ? ปล่อย Smush Parker ปล่อย Luke Walton ยอมปล่อยไปเลยมั้ย ? มันจะเป็นยังไง ? จะมีใครสักคนจัดการเราแทนโคบี้หรือเปล่า ? เราไม่ได้ดูสถิติใครกันเลย และเมื่อโคบี้ถูกจุดติด ทุกอย่างก็จบ

Chuck Swirky: Sam Mitchell พยายามจะให้ทุกคนไปลองประกบโคบี้ Mo Peterson ไปประกบโคบี้ Mike James ประกบโคบี้ Jalen Rose ประกบโคบี้ Jose Calderon ประกบโคบี้ ไม่เว้นแม้แต่ Matt Bonner ก็ต้องมาประกบโคบี้ เราส่งทั้งกองทัพไปรุมโคบี้ แต่เขาก็ไล่ตะเพิดเราออกมา เขาคนเดียวถล่มได้ทั้งสโมสร จนถึงวันนี้มันก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา

Jalen Rose: เราเหมือนโดนย่างเกรียมไปรอบตัว เหมือนอาหารบุฟเฟ่ต์สำหรับโคบี้ ถ้านักบาสขั้นเทพจะเอาให้ได้ มันไม่สำคัญหรอก เพราะมันไม่มีทางหยุดความยิ่งใหญ่ของเขาได้

Jose Calderon (การ์ดแร็ปเตอร์ส 2005-13 ปัจจุบันเป็นการ์ดที่นิคส์): คนถามผมเสมอ ว่ามันเป็นไปได้ไงที่ปล่อยให้คน ๆ เดียวทำไป 81 แต้ม ทั้งที่เราชนะมาเกือบตลอดทั้งเกม เขาก็ยังทำสกอร์ได้ตลอดตราบใดที่เรายังนำอยู่ ซึ่งแน่นอนอาการแบบนี้มันหมายความว่าเขากำลังจะฆ่าเรา เพื่อนร่วมทีมของเขาไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เราเชื่อว่าเราจะชนะ เราไม่เชื่อว่าเขาจะยังทำสกอร์ได้อยู่เหมือนอย่างที่เห็นกัน เขาเคาะบอลเข้ามาชู้ตได้จากทุกที่ มันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะ Contest ช็อตไว้หรือเปล่า จนเมื่อผมเงยหน้ามองและเห็นว่าเขาทำไป 79 แต้มในควอเตอร์ 4 ผมแทบช็อค ผมต้องเล่นสัก 12 ถึง 14 เกมเลยมั่งกว่าจะทำสกอร์ได้เท่านั้น

Kobe Bryant: ลูกเดิม ๆ ที่ผมทำได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตอนแข่ง ก็เป็นลูกเดียวกับที่ผมซ้อมมันทุกวัน ผมหมายถึงผมซ้อมเป็นพันลูกต่อวัน ทุก ๆ วัน ผมซ้อมมาแบบนั้น ผมก็เลยทำมันได้ ผมพูล-อัพชู้ตได้ ผมทำมันเป็นพันครั้งต่อวัน มันไม่ใช่เรื่องที่เหนือจริง มันเป็นเรื่องที่ผมควรจะทำได้อยู่แล้ว

Chuck Swirky: ผู้เล่นของเราหลายคนต่างก็พูดว่าทำไมเราไม่ดับเบิ้ลทีมเขา ทำไมเราไม่ทำอะไรสักอย่างไม่ให้เขาทำสกอร์ได้ หรือพยายามกดดันให้เขาออกบอล แต่มันคงไม่สำคัญหรอก เพราะเขาไม่ใช่แค่หงุดหงิดธรรมดา แต่เรียกว่าโคตรโกรธ

Mike Jame: แผนการณ์ของเราเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดที่สุด คุณต้องทำตามแผนของโค้ช ทำตามความคิดของเขา ถ้าเขาบอกไม่ให้คุณดับเบิ้ลทีม คุณก็ไม่สามารถปฏิเสธและบอกว่า ลืมสิ่งที่เขาพูดซะ เราจะดับเบิ้ลทีมได้ บางทีตอนนั้นเราน่าจะเถียงเขาและไม่เห็นด้วยกับเขา แทนที่เราจะเล่นโซนกัน เราควรจะเปลี่ยนมาปิดช่อง (trap) เขาทุกครั้งที่เขาได้บอลและเข้าหนักหน่อย

Matt Bonner (ฟอร์เวิร์ดแร็ปเตอร์ 2004-06 ปัจจุบันเล่นให้ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส): เรานำมาง่าย ๆ ตลอดทั้งเกม ผมจำได้ว่าถึงจุดหนึ่งโค้ชบอกว่า เขาอาจทำถึง 100 แต้มก็ได้ แต่เราต้องชนะเกมนี้ นั่นคือสิ่งที่ฉันแคร์ที่สุด ความคิดนี้มันก็ไปได้ด้วยดีตลอด จนพอมาถึงจุดหนึ่งโคบี้เริ่มบ้าคลั่งมาก ๆ และสุดท้ายเขาก็ตอกกลับเราหน้าหงาย

Brian Shaw: ผมสังเกตหน้า Sam Mitchell และหน้าผู้เล่นของแร็ปเตอร์ส ไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อในไฮไลท์เกมนี้ของโคบี้ มันเหมือนพวกเขาพยายามเล่นอยู่ห่าง ๆ กลัวอายออกทีวี (ฮา)

Mike James: ส่วนตัวแล้วผมโมโหทีมเราทั้งทีม ผมมองหน้าทุกคน ใบหน้าของพวกเขาทุกคนแทบจะเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ในคืนนั้นไปหมดแล้ว ทั้งตัวจริงตัวสำรอง โคบี้เหมือนดูดพลังเขาพวกเราทั้งหมดไปจนชนะ ทุกคนกลายไปเป็นแฟน กลายเป็นเชียร์โคบี้ไปซะงั้น และเหมือนอยากจะเห็นเขาทำสกอร์อีก คืนนั้นเลยกลายเป็นคืนที่เลวร้ายที่สุดของผมในประวัติศาสตร์บาสเกตบอล ได้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นี้แน่นอนมันโคตรห่วย

Darrick Martin (การ์ดแร็ปเตอร์ส 2005-08 ปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ทางวิทยุให้แก่ UCLA): เรื่องนึงที่ผมจำได้คือน้องชายผมมันอยู่ในกลุ่มกองเชียร์และมันเชียร์โคบี้ ขนาดผมจ้องมันเขม็ง มันยังทำท่าเหมือนไม่แคร์ แถมตะโกน โค-บี้ โค-บี้ โค-บี้ หลังเกม ผมบอกมันฉันจะไม่ให้ตั๋วแกแล้ว มันบอก ไม่แคร์ เพราะฉันได้หนึ่งในตั๋วเกมที่เจ๋งที่สุด แม่ผมเลยเอาศอกถองมันให้เงียบ ๆ (ฮา)

 

บทที่ 6 ผมแค่ต้องจู่โจม

2006-2

เครดิตภาพ butisitnew.info

เกมก่อนหน้านี้ที่ฟีนิกซ์ ไบรอันท์โมโหกรรมการ เพราะเขาคิดว่าเขาควรได้ฟาวล์ตอนถูกฝั่งตรงข้ามเข้าหนัก แจ็คสันเลยบอกให้โคบี้หยุดซ้อมไป แต่โคบี้กลับไปซ้อมชู้ตด้วยการใช้ตัวประกบกับชอว์

Brian Shaw: ผมเล่นประกบเขา เขาเอาบอลมาเพื่อจะฝึกโพส เขาบอกให้ผมปัดแขนและศอก พยายามดึงแขนเขาให้แรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาจะเล่นให้ผ่าน ผมเลยพยายามดึง แต่เขาบอก ไม่ ๆ เอาแรงสุด ๆ เลย ให้หนักกว่านี้ ผมเลยจัดหนักจัดเต็มเวลาที่เขาจะชู้ต เราฝึกกันอยู่ 20 นาที ตอนแรกเขาก็ยกบอลขึ้นชู้ตยากหน่อย แต่พอถึงจุดหนึ่งด้วยพละกำลังของเขา เขาเลยผ่านผมไปทำสกอร์ได้ในที่สุด เขาเล่นได้อย่างคงเส้นคงวาทุกลูก

Devean George: เวลาเขาดวงดีหรือโกรธเขาจะไม่หยุด เขาจะเดือด มันทำให้เขาเก่งขึ้น จากนั้นก็ตัวใครตัวมันแล้วทีนี้

Kobe Bryant: ผมโดนนิ้ว Mo Peterson จิ้มตาตั้งแต่เริ่มควอเตอร์ 4 แต่ไม่ได้ฟาวล์ แถมโดนเทคนิคัลฟาวล์เพราะไปบ่นกรรมการ ผมโมโหมาก ผมคิดว่า Mo คงพยายามจะหยุดผม เขาคงคิดหาทางหยุดผม แต่กรรมการกลับไม่ได้ปกป้องผมเลย ฉะนั้นสำหรับผม ไม่ว่าจะถูกหรือผิด มันไม่สำคัญแล้ว มันคือความรู้สึกของผมในตอนนั้น ผมคิดว่า Mo ทำในสิ่งที่เขาต้องทำเพื่อหยุดผม แต่เขาไม่ได้เล่นเกมรับ เขาเล่นไม่ซื่อกับผม ใช้นิ้วจิ้มตาผม พยายามทำให้ผมเสียจังหวะ แต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไรกลับยิ่งทำให้ผมโกรธขึ้นไปอีก ผมเลยต้องลุยเละหลังจากนั้น

Brian Shaw: ผมมองไปที่ Jalen Rose มองไปที่ Mo Peterson และคนอื่น ๆ ที่ตามประกบโคบี้ และพูดตลอด ฟาวล์สิ ฟาวล์สิ อย่าปล่อยให้เขาทำอย่างนั้นกับนาย โคบี้ทำสกอร์ใส่พวกเขาด้วยหลากหลายวิธี ทั้งสามแต้ม ดั้งค์ มิดเรนจ์ ฟรีโทรว์ ทุกวิธีที่ใช้ทำสกอร์ได้ เขาทำหมด

Kobe Bryant: เสียง Lamar (Odom) เข้าหูผมมาครั้งหนึ่งตอนขอเวลานอก “นายทำไม่ถึง 60 แต้มหรอก” จากนั้นเขากลับมาอีกครั้ง ช่วงขอเวลานอก แล้วพูดอีก “นายทำไม่ถึง 70 แต้มหรอก” จนขอเวลานอกอีกครั้ง เขามองมาที่ผมและพูด “อะ 80 ไปเลยไป” ผมได้ยินเขานะ แต่ไม่ได้สนใจไรมาก เพราะผมกำลังโฟกัสอยู่กับสิ่งที่ผมทำ อยู่ในหัวผม ว่าผมแค่ต้องจู่โจม

John Black: ผมจำได้ว่าครึ่งหลังผมบอกกับ Josh Rupprecht ว่า “โคบี้ได้ถึง 50 แต้มแน่” จากนั้นผมก็บอกอีก “ถึง 60 แน่” จากนั้นสองสามนาทีต่อมาผมบอก “โอ้ย แม่เ-ด จะ 70 แล้ว” เขากำลังจะทำลายสถิติ Elgin Baylor มันเกิดขึ้นเร็วมาก ก่อนที่คุณจะรู้ตัวด้วยซ้ำ แล้วเขาก็ถึง 80 มันมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จาก 50 มาถึง 81 ผมไม่แน่ใจว่า Josh ได้ดูแบบจริง ๆ จัง ๆ มากี่เกม เพราะเขาต้องคอยตรวจดูว่ามีสถิติไหนถูกทำลาย

Josh Rupprecht: คุณต้องคอยพลิกดูสมุดบันทึกสถิติ ทั้งของ Wilt และทุก ๆ คน คุณเลยต้องเลื่อนบัญชีสถิติดู จนเห็นว่าโคบี้ไล่ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 2 ตามหลัง Wilt แบบไวมาก

Chris Bosh (เซ็นเตอร์/ฟอร์เวิร์ด แร็ปเตอร์ส 2003-10 ปัจจุบันเป็นเซ็นเตอร์/ฟอร์เวิร์ดที่ไมอามี่ ฮีท): มันดูเหมือนพวกเขาเข้าไปคูณแต้มให้โคบี้ ซึ่งพวกเขาคูณให้เร็วมาก ผมนั่งดูอยู่แล้วคิดในใจ ผมเพิ่งวิ่งขึ้นและวิ่งกลับมาสองครั้ง เขาก็ทำจาก 50 เป็น 60 แต้ม  นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย นั่นคือวิธีที่เขาทำให้เกมมันดำเนินไป คือเขาแค่ยึดเกมเอาไว้ทั้งหมด

Devean George: ผู้เล่นทุกคนเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนต่างคิดว่า “ฉันจะไม่ใช่คนที่ลุยเดี่ยวเมื่อมีคนทำมันแล้ว” ไม่มีใครอยากถูกโห่ บอลมันไปทางโคบี้แล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมือที่กำลังร้อนฉ่าและอยู่เป็นสักขีพยานให้กับสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนดีกว่า เพราะทุกคนต่างรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

Kobe Bryant: มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดในนาทีสุดท้ายของเกม ทุกคนในสนามมองมาที่คุณ มันเหมือนไม่มีใครสามารถจะชู้ตบอลได้อีกเลย ถ้ามีใครขืนชู้ตขึ้นมา คุณอาจโดนโห่ ฉะนั้นเมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมันเลยเป็นความรู้สึกที่ประหลาดที่คุณได้อยู่ตรงนั้นในฐานะผู้เล่น ผมจำไม่ได้แม้กระทั่งความรู้สึกบ้าคลั่งภายในสนามวันนั้น แต่คิดว่าพวกเขาคงได้เห็นเหตุการณ์ที่มันยิ่งใหญ่มาก ๆ คงเป็นอะไรที่เหลือเชื่อ ในฐานะผู้เล่นคุณได้ยินและรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง และคุณต้องใช้มันเพื่อไม่ให้สติคุณแตกกระเจิงรวมถึงซาบซึ้งไปกับมัน เพราะคุณคงไม่อยากจะเสียฟอร์มแบบนั้นของคุณไป

Phil Jackson: ผมไม่ได้จดจ่อว่าโคบี้ทำสกอร์ไปเท่าไหร่แล้ว จนผมหันไปหาผู้ช่วย Frank Hamblen และบอกเขาว่า “ผมคิดว่าผมจะเอาโคบี้ออกตอนนี้ดีกว่า” เขาตอบกลับมาว่า “ผมคิดว่าคุณยังทำไม่ได้หรอก เขา 77 แต้มแล้ว ฉะนั้นเราเลยรอจนเขาทำถึง 80

 

บทที่ 7 ผมควรได้ถึง 90 แต้มหรือมากกว่านั้น

2006-4

เครดิตภาพ aol.com

ลูกส่งของ Pape Sow ฟอร์เวิร์ดของแร็ปเตอร์ซึ่งส่งให้ Joey Graham นั่นออกนอกสนามไปใน 4.2 วินาทีก่อนจะหมดเวลา เหมือนยินยอมให้ไบรอันท์ได้ปิดฉากเกมในวันนั้น Devin Green จึงเข้ามาแทนไบรอันท์ คนที่ทำไปแล้ว 55 แต้มในครึ่งหลัง เป็นอันดับสองของนักบาสที่ทำแต้มในครึ่งเวลาได้มากที่สุด ตามหลังเพียง Chamberlain ที่เคยทำไว้ 59 แต้ม

Brian Shaw: คนไม่ได้จำ Devin Green เลย แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ดูไฮไลท์ของเกมนี้คุณก็จะเห็น Devin Green เข้ามาแทนโคบี้ โคบี้จะเดินออกมาจากสนาม Devin Green เข้ามากอด โคบี้ชูนิ้วชี้ขึ้น นั่นคือภาพที่คุณจะเห็นจากเกมนี้เสมอ

Devin Green: มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ บอลออกนอกสนาม ผมนั่งอยู่สุดแถวตรงม้านั่งสำรอง และได้ยินเสียงแหบ ๆ ของฟิลเรียกชื่อผม ผมเลยลุกขึ้นเพื่อเข้าไปแทนโคบี้ที่กำลังได้รับการยืนปรบมือให้ ณ ตอนนั้น ผมรู้สึกได้ถึงพลังของลอส แองเจลิส ผมเข้าไปกอดเขาและเขาก็เดินออกมา มันคือการให้ความเคารพแบบสุด ๆ เมื่อคุณทำสกอร์ 81 แต้มได้ ยังไงผมก็ต้องเข้าไปกอดคุณ

Kobe Bryant: ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยจนกระทั่งผมเดินออกมาจากสนามและได้ยินตัวเลข

Sasha Vujacic (การ์ดเลเกอร์ส 2004-10 ปัจจุบันเล่นให้นิวยอร์ก นิคส์): ผมยังโกรธเขาอยู่เลยเพราะเขาควรจะทำได้ถึง 84 แต้ม เขาพลาดลูกที่ผมจ่ายให้ลูกสุดท้าย ผมบ่นเขามาหลายครั้งละ แต่เขาก็บอกว่า 81 อะดูดีกว่า

Lawrence Tanter (โฆษกสนามของเลเกอร์ส 1982-ปัจจุบัน): เป็นครั้งแรกในอาชีพ ที่ผมต้องประกาศว่านักบาสได้กี่แต้มแล้วทุกครั้งที่เขาออกจากสนาม ปกติผมจะประกาศแค่ตอนท้ายเกม ผมจำได้ด้วยว่าผมแอบพูดต่อช่วงท้ายเกม ซึ่งผมไม่รู้ว่าผมจะพูดทำไม เพราะผมไม่เคยทำมาก่อน ผมพูดว่า “ท่านสุภาพบุรุษและสตรีโปรดเก็บตั๋วของท่านไว้เป็นประจักษ์พยานในเหตุมหัศจรรย์ค่ำวันนี้” ผมขอสำเนาใบจดสกอร์ (scorebook) กลับบ้าน เพราะผมจะไม่มีวันลืม John Radcliffe คนจดสกอร์ ที่ทำงานหนักมากเพื่อจดบันทึกตัวเลขทุกอย่างลงในใบ ซึ่งมีหน้าแทบไม่พอเขียน ใบจดสกอร์ของเขาอย่างกับกระดานเกมเศรษฐี จนผมต้องคอยบอกเขาว่า “จอห์นเขียนให้มันตัวเล็ก ๆ หน่อย”

Patrick O’Neal (นักข่าวโทรทัศน์ของ Fox Sports West, 2000-ปัจจุบัน): ผมเป็นคนแรกที่ได้สัมภาษณ์เขาในสนาม หลังเขาทำ 81 แต้ม บวกกับเสียงของแฟน ๆ ที่โห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วสนาม นั่นถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในอาชีพผม

Mychal Thompson: ผมรู้ว่าเขาคงทำได้ไม่ถึง 100 แต่ผมยังเชื่อว่าเขาจะทำได้ถึง 90 เวลาไม่พอให้เขาได้ 100 แต่ผมคิดว่า 90 เป็นไปได้ในคืนนั้น เขาน่าจะทำได้

Kobe Bryant: ผมควรจะได้ 90 หรือมากกว่านั้น ผมพลาดลูกโทษไป 2 ลูกหลังทำได้ 62 แต้ม มันมีลูกที่ผมควรจะได้แต่ดันพลาด ผมน่าจะได้มากกว่านี้ มีโอกาสง่าย ๆ หลายครั้งที่ผมพลาดไป ผมว่า 100 ก็เป็นไปได้ ผมทำได้ ถ้าผมไม่ออกไปนั่งข้างสนามอยู่ 6 นาทีในครึ่งแรก ผมอาจทำได้

Bill Macdonald: ผมจำได้ว่าตอนผู้คนในสนามลุกขึ้นยืนปรบมือให้โคบี้ Stu ยกหูฟังออกและวางลง เพื่อลุกขึ้นยืนปรบมือร่วมกับแฟน ๆ ในสนาม เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน

Stu Lantz (นักวิเคราะห์ของเลเกอร์สทีวี 1987-ปัจจุบัน): ผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้นให้กับนักบาสคนไหน แม้ผมจะเคยเห็นนักบาสที่ยอดเยี่ยมมาบ้าง มันไม่มีอะไรที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ผมเห็นทุกอย่างจนแทบเป็นเรื่องปกติไปหมดแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นยืนชื่นชมเขา ผมไม่ค่อยมีความทรงจำกับอะไร เป็นคนที่ไม่ค่อยเก็บบันทึกความทรงจำ แต่ผมยังต้องเอารูปเขาตอนกำลังชู้ตลูกโทษลูกสุดท้ายไปขอลายเซ็นเก็บไว้ ภรรยาผมบังคับเลยว่าคุณต้องเอาอะไรจากเกมนั้นกลับมาให้ได้

Phil Jackson: คุณไม่อยากให้ทีมชนะด้วยวิธีนี้แน่นอน แต่เมื่อคุณชนะ มันก็วิเศษเพราะอาวุธของคุณมันเอาอยู่ ผมเคยได้เห็นเกมที่พิเศษมาบ้าง แต่ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต

Jeanie Buss: หลังจบเกม ฟิลก็เงียบไป เขารู้ว่าเขาได้พบกับอะไรบางอย่างที่มันวิเศษมาก ๆ เขารู้ว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำสกอร์ได้ถึง 81 เขารู้ว่าเขาได้เห็นประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในคืนนั้น และเขารู้สึกดีที่ได้อยู่ตรงข้างสนาม ฉันคิดว่ามันคือหนึ่งในจุดหักเหสำหรับฟิลและโคบี้ ถึงความสัมพันธ์ของพวกเขาในซีซั่นนั้นว่ามันจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน ฉันคิดว่าเขาทั้งสองคนต่างค้บพบความนับถือของอีกฝ่าย เมื่อเขาได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง

 

บทที่ 8 ทุกอย่างที่เราต้องการจะถึงพูดถึงคือ 81

2006

มันอาจไม่ใช่การทำลายสถิติของลีก แต่เกม 81 แต้มของไบรอันท์ ก็เป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นหมุดหมายหนึ่งแห่งความสำเร็จในประวัติศาสตร์วงการกีฬาได้โดยทันที ตอน NBA TV นำเกมนี้มาฉายอีกครั้งในปี 2013 เนื่องในวันครบรอบ 8 ปี ไบรอันท์ได้มาสัมภาษณ์สดผ่านทางทวิตเตอร์ และบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ดูเกมนี้ “ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังเฝ้ามอง Salvador Dalí กำลังวาดภาพ” #masterpiece โคบี้ทวิต

Jim Labumbard (หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของแร็ปเตอร์ส 2000-ปัจจุบัน): หลังเกมนักบาสของแร็ปเตอร์ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรหรือพูดอะไรในห้องล็อคเกอร์ ผมรู้ว่าหลายคนอยากจะรีบถามถึงความรู้สึกของพวกเขา แต่พวกเขาไม่ต้องการจะพูดถึง Jalen ไม่ต้องการจะพูด Sam Mitchell ไม่ต้องการจะพูด แต่ผมคิดว่าความรู้สึกมันเปลี่ยนเมื่อเวลาผ่านไป แร็ปเตอร์สไม่ได้มีหลักไมล์ทางสถิติในประวัติศาสตร์แฟรนชายส์อะไรมาก ฉะนั้นคิดในมุมกลับ อย่างน้อยมันก็ยังเป็นหลักไมล์สำคัญในประวัติศาสตร์แฟรนชายส์ที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในเกมวันนั้น

Matt Bonner: ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่ามันอาจจะจบไม่สวยเท่าไหร่ แต่ผมก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน ผมคิดว่าสิ่งที่โคบี้ทำมันยังมากกว่าความผิดพลาดในเกมรับของพวกเราเสียอีก

Mike James: มันยากที่ฟื้นคืนมาจากเรื่องเลวร้ายนั้น คุณยอมแพ้ไปเกือบ 50 แต้มยังดีเสียกว่ายอมให้ 80 แต้มกับผู้เล่นเพียงคนเดียวมาถล่มทีมบาสเกตบอล นั่นคือเรื่องที่เลวร้ายที่สุด มันไม่ใช่ทีมที่เอาชนะคุณได้ มันคือความพยายามของคนแค่คนเดียวที่เอาชนะทีมทั้งทีม ทุกทีมที่เราได้แข่งด้วยหลังจากนั้น มีแต่เข้ามาถามเรื่อง 81 แต้มที่โคบี้ทำ “นายก็ตั้งใจเล่นนี่ แต่มีคนมาถล่มนาย 81 แต้มได้เลยหรอ ?” “ปล่อยให้เขาทำ 81 แต้มได้ไง ? ถ้าเป็นฉัน ฉันไม่ปล่อยหรอก” มันเลวร้าย นั่นคือเรื่องที่เราต้องเผชิญตลอดซีซั่นหลังจากเกมนั้น

Chris Bosh: ผมจำได้ว่าผมคุยกับ Baron Davis ในวันถัดมา ตอนนั้นเขาเล่นอยู่กับวอร์ริเออร์ส เขามีแข่งช่วงบ่ายที่สเตเปิ้ล เซ็นเตอร์ วันนั้นมีเกมทั้งช่วงบ่ายและค่ำ เขาเล่าให้ผมฟังถึงตอนที่เขาจะออกจากสนามหลังแข่งกับคลิปเปอร์สเสร็จเพื่อออกไปหาอะไรกิน มีคนตะโกนบอกเขา “โย่ รีบมาดูอะไรนี่สิ” เขาบอกเขากลับเข้าไปในสเตเปิ้ล เซ็นเตอร์ และดูเกมที่เหลือจบจนเลย

Devean George: เราทุกคนในทีมต่างได้รับข้อความหรือสายโทรเข้าจากครอบครัวหรือเพื่อนหลังเกม พวกเขาฝากให้ขอลายเซ็นโคบี้ จะเซ็นบนรองเท้าหรือชีทสถิติหรืออะไรก็ได้สักอย่าง ทั้งที่ตอนนั้นพวกเราก็ยังทึ่งอยู่กับสิ่งที่พวกเราเพิ่งเห็นกันไป แต่ผมก็ให้โคบี้เซ็นรองเท้าให้ ตอนนี้มันยังวางอยู่บนเตาผิงในบ้านผมอยู่เลย

Kobe Bryant: Hall of Fame ขอชุดกับรองเท้าจากผม ผมเลยส่งไปให้พวกเขา เพราะผมบอกว่า “นี่มันสุดยอดไปเลย ที่นักบาสซึ่งยังเล่นอยู่ กลับได้มีของโชว์อยู่ใน Hall of Fame แล้ว” แต่วาเนซซ่าภรรยาผมบอก “ไม่ ฟังนะ เราจะเก็บชุดไว้ เธอจะส่งรองเท้าไปก็ได้แล้วแต่ แต่ชุดห้ามให้ใคร” ฉะนั้นชุดเลยถูกนำมาใส่กรอบและแขวนไว้ในยิมที่บ้านเรา

John Black: เราส่งรองเท้าไปให้ Hall of Fame มีหลายคนขอให้โคบี้เซ็นชีทสถิติให้หลังเกม แต่ผมเพิ่งมาคิดได้ตอนนี้ ว่าเราน่าจะตัดตาข่ายลงมาด้วย เราลืมคิดเรื่องนี้กันเลย

Josh Rupprecht: ผมจำได้ผมพูดกันขำ ๆ กับเขาเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงไม่ทำกัน เรามัวแต่ฮากันเรื่องว่าจะเอากระดาษมาเขียนเลข 81 ให้โคบี้ถือถ่ายหน้าล็อคเกอร์ เหมือนที่ Harvey Pollack ทำตอน Wilt Chamberlain ได้ 100 แต้ม มันคงเจ๋งน่าดู

Brian Cook: ผมคิดว่าทุกคนเก็บชีทสถิติเกมนั้นกลับบ้านกันหมด ผมก็เอามาสองสามแผ่นและให้โคบี้เซ็นให้

Matt Bonner: ผมไม่ได้เก็บอะไรจากเกมนี้มาเป็นที่ระลึกเลย แม้แต่น้ำตาของผมเอง แต่สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงเกมนี้อยู่เสมอคือ แบล็ค แมมบ้าให้ฉายาผมว่า เดอะ เร็ด แมมบ้า ตอนที่เขาให้สัมภาษณ์เรื่องเกมนี้ในทวิตเตอร์ (มีคนถามโคบี้ว่ารู้สึกโชคดีมั้ยที่ไม่มีไวท์ แมมบ้า (Brian Scalabrine) มาประกบในเกมนั้น โดยโคบี้ตอบว่าไวท์ แมมบ้าไม่อยู่ วันนั้นมีแต่เร็ด แมมบ้า Matt Bonner  – ผู้แปล) ผมไม่รู้ว่าเขาจะรู้มั้ยว่ามันส่งผลต่ออาชีพและชีวิตของผม มันแพร่ออกไป แล้วคนก็จดจำผมในชื่อนั้น ผมเลยกลายเป็น เร็ด แมมบ้า เราต่างมีอะไรเชื่อมโยงกัน แต่เขาน่าจะไม่รู้ อย่างน้อยผมก็เอาไว้คุยกับลูกหลานได้สักวัน ว่าโคบี้เคยให้ฉายาลุงนะ

Kobe Bryant: ผมจำไม่ได้เลยจนกระทั่งในภายหลัง ตอนผมได้คุยกับน้องสาวผมและเธอชี้ไปที่ย่าผม มันเป็นเกมแรกและเกมเดียวที่ย่าผมมาดู ทำให้จำได้ว่ามันเป็นวันเดียวกับวันเกิดคุณปู่ของผมซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ย่าไม่ชอบให้พามาดูแข่งเท่าไหร่ เธอไม่ชอบมา มันเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับเธอที่จะเดินทางมาดู แต่ที่เธอมานี่ เพราะเห็นว่าเพิ่งเสร็จจากงานเลี้ยงวันเกิดของนาตาเลียลูกสาวผม ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะคุณปู่ผมหรือเปล่าที่ทำให้ลูกลงห่วงตลอด ก็น่าคิดเหมือนกัน ในวงการกีฬาเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ตลอด คุณก็แค่ทึ่งไปกับมัน ปู่ผมคือหนึ่งในคนที่ชอบส่งวิดีโอบาสเกตบอลมาให้ดูจากต่างประเทศ เขาเคยอัดเทปวิดีโอของ NBA Entertainment ส่งมาให้ผมดูสมัยเด็ก ๆ มันเจ๋งไปเลยที่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นในวันเกิดของคุณปู่ผม

———————————————-

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้โคบี้ทำสกอร์ได้ถึง 81 แต้มในวันนั้น ทั้งช่วงเวลาที่จิตใจและร่างกายของโคบี้มาถึงขีดสุด ฟอร์มที่ย่ำแย่ของทีมที่เปิดโอกาสให้เขาได้ฉายเดี่ยวและการป้องกันที่หละหลวมของโทรอนโต้ แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าเหตุผลจะคืออะไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ แม้จะมีปัจจัยแวดล้อมอย่างที่กล่าวมา เพราะโคบี้ก็ไม่เคยทำมันได้อีกเลยหลังจากคืนนั้น ความมหัศจรรย์ยังคงเป็นปริศนาที่ดำรงอยู่ต่อไป ซึ่งมักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอกับวงการกีฬา การที่ใครสักคนจะคว้าแชมป์หรือชนะเกมสักเกมหนึ่ง เราอาจคาดเดาได้ด้วยภาษาทางสถิติหรือข้อมูลก่อนเกม แต่ความมหัศจรรย์ไม่เคยใช้หลักวิเคราะห์ใดมาคาดการณ์มันได้ มันอยู่นอกเหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์ มันมาเพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์ เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่นั่นก็เป็นเรื่องคุ้มค่าพอให้ชีวิตได้เฝ้ารอเพื่อชื่นชม

 

ไฮเซนเบิร์ก

2 เมษายน 2559

 

ที่มา

The story of Kobe Bryant’s greatest game – ESPN.com

 

Advertisements