rrr
โคตรรวย! คือคำที่หลายคนคงอุทานอยู่ในใจ เมื่อได้ยินข่าวการซื้อตัวนักเตะชื่อดังของสโมสรจีน ที่ทำให้วงการฟุตบอลทั่วโลก ต้องหันมาจับตาลีกฟุตบอลของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ด้วยเงินทุนจากนักธุรกิจพันล้านที่อยู่เบื้องหลังสโมสรฟุตบอลในลีกจีนนั้น ช่างเย้ายวนให้นักเตะหลายคน หันมาค้าแข้งในลีกไชนีส ซุปเปอร์ ลีก (Chinese Super League) มากขึ้น อาทิ แจ็คสัน มาร์ติเนซ อเล็กซ์ เตเซร่า เดมบ้า บา ทิม เคฮิลล์ ฯลฯ และยังมีข่าวว่าสโมสรจีนพร้อมที่จะทุ่มเงินมหาศาล เพื่อดึงตัวนักเตะชื่อดังจากลีกยุโรปอีกมากมายมาร่วมทีม

ไม่ใช่แค่วงการฟุตบอลในประเทศเท่านั้น จีนยังตั้งเป้าหมายใหญ่ในการพัฒนาประเทศให้เป็นมหาอำนาจด้านกีฬาฟุตบอลด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า! ในขณะทึ่นอกสนาม กลุ่มนักธุรกิจจีนได้เริ่มสร้างชื่อในวงการฟุตบอล ด้วยการเข้าซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลในยุโรป ในทางกลับกัน จำนวนประชากรที่มีมากกว่าพันล้านคน ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งทำเงินให้กับสโมสรในยุโรปเช่นกัน ซึ่งช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลายๆคนคงได้ยินข่าวสโมสรชื่อดังหลายแห่งบินลัดฟ้าไปเตะอุ่นเครื่องที่จีนกันบ่อยครั้ง

มองจากภายนอก วงการฟุตบอลจีนช่างดูมีอนาคตที่สดใสด้วยเงินทุนมหาศาล แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต เราจะพบว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เส้นทางของฟุตบอลจีนนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนภาพที่เราเห็นในปัจจุบัน

ก่อตั้งประเทศ วางรากฐานกีฬา จุดเริ่มฟุตบอลลีก

ถ้าพูดถึงฟุตบอลกับประเทศจีน หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ เพราะถ้าพูดถึงกีฬาฟุตบอลคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงประเทศอังกฤษที่คิดค้นและวางรากฐานให้กับกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่มากกว่าจีน แต่แท้จริงแล้วจีนมีการเล่นเกมที่คล้ายการเล่นฟุตบอลมาเกือบ 2 พันปีแล้ว โดยมีเรียกชื่อว่า Tsu’ Chu แปลว่า การเตะบอล ซึ่งเป็นการเล่นของทหารในระหว่างการฝึกซ้อม โดยใช้ลูกบอลที่ทำจากหนังสัตว์ มีรูปแบบการเล่นที่คล้ายการแข่งฟุตบอลในปัจจุบัน แต่ต่างกันที่ความสูงของประตูของการเล่น Tsu’ Chu ที่สูงจากพื้นถึง 30 ฟุต

แม้ว่าจีนจะมีการเล่นเกมที่คล้ายฟุตบอลมากว่า 2 พันปี แต่กว่าที่ฟุตบอลจีนจะเริ่มมีการแข่งขันอย่างเป็นทางการนั้น ก็ต้องรอจนถึงปี 1951

การเล่น Tsu’ Chu

asia-soccer1แหล่งที่มา The origin of soccer

จีนเป็นประเทศที่ผ่านการทำสงครามมายาวนาน ทั้งสงครามภายนอกและภายในประเทศ จนกระทั่งในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีน ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง ได้ประกาศสถาปนาประเทศจีนขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China)

เหมาเจ๋อตง ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของจีน
te

แหล่งที่มา  Bloggers ridicule Chinese film placing Mao Zedong at key wartime conference

การบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้จีนมีสภาพการเมืองที่มั่นคงต่างจากในอดีตที่มีการต่อสู้และความขัดแย้งทางการเมืองมายาวนาน ทำให้ในปี 1951 การแข่งขันฟุตบอลระดับชาติในจีนมีขึ้น         ครั้งแรกในเมืองเทียนจิน (Tainjin) ซึ่งมีทีมฟุตบอลจากภูมิภาคต่างๆของจีนส่งทีมเข้าแข่งขันกันอย่างคึกคัก

ในช่วงเวลาของการก่อร่างสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน การพัฒนากีฬาได้รับการบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาประเทศ 5 ปี โดยมุมมองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเห็นว่า กีฬาจะช่วยสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้กับประชาชนที่มีความแตกต่างทางด้านชนชาติพันธุ์ (จีนมีประชากรจำนวน 55 ชนชาติอาศัยอยู่ในประเทศ) และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจหลังจากที่ต้องเจอกับความบอบช้ำจากสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า

ดังนั้น ในปี 1952 คณะกรรมการกีฬาแห่งชาติ หรือ NSC (The National Sports Commission) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา โดยรับหน้าที่วางแผนนโยบายด้านกีฬาในประเทศ ทั้งการสร้างทักษะด้านกีฬาให้กับเยาวชนและให้เงินทุนสนับสนุนวงการกีฬาประเภทต่างๆ การรับความช่วยเหลือจากประเทศสหภาพโซเวียต (ในช่วงเวลานั้น จีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยมเหมือนกัน)) ที่ส่งผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนานักกีฬาและผู้ฝึกสอนจีน สำหรับกีฬาฟุตบอลทางคณะกรรมการมีนโยบายที่สำคัญ อาทิ การเชิญทีมฟุตบอลฮังการีมาสอนทักษะฟุตบอลในจีน พร้อมทั้งส่งนักเตะจีนไปฝึกซ้อมที่ฮังการี การเริ่มต้นระบบการแข่งฟุตบอลลีกที่มี 2 ดิวิชั่นในปี 1956 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทำให้จีนมีสโมสรฟุตบอลมากถึง 154 สโมสรในปี 1958 (มากกว่าปี 1951 ถึง 17 เท่า)

ในช่วงทศวรรษ 1950 -1960 คณะกรรมการกีฬา ผู้บริหาร ประชาชนในช่วงเวลานั้น มีความมั่นใจว่าทีมฟุตบอลของพวกเขาจะเป็นที่หนึ่งแห่งเอเชีย แต่ทว่าความเป็นจริงนั้นไม่ง่ายเหมือนความฝัน เมื่อวงการฟุตบอลจีนต้องเจอกับอุปสรรคครั้งสำคัญ

การก้าวกระโดดที่ผิดพลาด วงการฟุตบอลถึงจุดต่ำสุด

วงการฟุตบอลจีนในช่วงทศวรรษที่ 1960 ต้องเจอกับอุปสรรคที่ส่งผลให้การพัฒนาต้องหยุดชะงักลงด้วย 2 เหตุการณ์สำคัญ

เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นในปี 1958 ด้วยเป้าหมายที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโต สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน เหมาเจ๋อตงจึงได้คิดค้นนโยบายก้าวกระโดดไกล (Great Leap Forward)  ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาภาคการผลิตอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่ง โดยเน้นไปที่การผลิตเหล็กกล้า และส่งเสริมให้ประชาชนช่วยกันเพิ่มการผลิตเหล็กกล้าให้มากขึ้น นโยบายก้าวกระโดดฟังดูสวยหรู สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับพังทลายลง เพราะขาดการวางแผนที่ดี เหล็กกล้าที่ผลิตได้มีจำนวนมากก็จริง แต่ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้จีนสูญเสียทั้งเงินทุนและเวลา

เมื่อเศรษฐกิจแย่ ประชาชนขาดแคลนทั้งเงินและอาหาร ผสมผสานกับความขัดแย้งทางการฑูตกับสหภาพโซเวียตซึ่งงดความช่วยเหลือในทุกๆด้านกับจีน (รวมถึงวงการกีฬา) ทำให้ในช่วงเวลานั้น การพัฒนาฟุตบอลจีนต้องหยุดชะงักลง

เหตุการณ์ที่สอง ปัญหาเศรษฐกิจว่าแย่แล้ว แต่ปัญหาทางการเมืองนั้นยิ่งแย่กว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้นำพรรคเหมาเจ๋อตงและผู้บริหารพรรค ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้เหมาเจ๋อตงปลุกระดมมวลชนให้เกิดการ “ปฎิวัติวัฒนธรรม (cultural revolution)” ในปี 1966

เหมาเจ๋อตุงปลุกระดมมวลชนด้วยเป้าหมายที่จะนำพาประเทศเข้าสู่สังคมนิยมอย่างเต็มตัว และกวาดล้างประชาชนที่มีความคิดแตกต่างจากรัฐบาลว่าเป็นต้นเหตุทำให้จีนไม่พัฒนา การปลุกระดมของเขาได้ผลดีเยี่ยม จนเกิดกลุ่มผู้พิทักษ์แดง (Red Guard) ที่คอยจับกุม ทำร้ายประชาชนจีนที่มีความคิดเห็นต่าง สำหรับวงการฟุตบอล มีนักกีฬา โค้ช ถูกจับกุมและฆ่าทิ้งเป็นจำนวนมาก

กลุ่มผู้พิทักษ์แดง (Red Guard) ในช่วงปฎิวัติวัฒนธรรม
wq

แหล่งที่มา China’s Great Proletarian Cultural Revolution

ความขัดแย้งทางการเมือง จนกระทั่งนำไปสู่การทำร้ายเข่นฆ่าประชาชน ทำให้อนาคตของฟุตบอลจีนในขณะนั้นช่างดูมืดหม่นไร้หนทาง

เปิดประตูสู่ความทันสมัย ฟุตบอลลีกเริ่มพัฒนา

แสงสว่างส่องแสงมายังวงการฟุตบอลจีนอีกครั้ง เมื่อเหมา เจ่อ ตุงเสียชีวิตในปี 1976 จีนภายใต้การนำของผู้นำคนใหม่ เติ้งเสี่ยวผิง ได้มีนโยบายสำคัญที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามความเจ็บปวดในอดีตด้วยการปฏิรูปและเปิดประเทศทำการค้ากับต่างชาติมากขึ้น หลังจากที่ปิดกั้นตัวเองคบหาแต่กับประเทศที่ปกครองในระบอบสังคมนิยมมาตั้งแต่ปี 1949

นโยบายเปิดประเทศของเติ้งเสี่ยวผิง ทำให้เศรษฐกิจของจีนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเปิดกว้างเพื่อทำการค้าแล้ว จีนยังเปิดรับความรู้จากต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ รวมไปถึงกีฬาฟุตบอล

แผนการพัฒนากีฬาฟุตบอล ได้รับการบรรจุเป็นนโยบายสำคัญของ NSC ในปี 1979 ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารของคณะกรรมการ โดยมุ่งหวังให้ฟุตบอลจีนประสบความสำเร็จในเวทีการแข่งระดับโลก หลังจากที่ต้องหยุดชะงักลงด้วยปัญหาการเมืองในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม โดยเน้นไปที่การสร้างทักษะให้กับเยาวชน อาทิ  ลงทุนสร้างศูนย์ฝึกกีฬาเยาวชน จัดการแข่งฟุตบอลถ้วยเยาวชนในระดับอายุต่างๆ  การเปิดรับความรู้จากโค้ชชาวต่างชาติ ฯลฯ

Klaus Schlappner ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน (ซ้าย) ชาวต่างชาติคนแรกที่เข้ามาคุมทีมชาติจีน
qdg
แหล่งที่มา http://europe.chinadaily.com.cn/sports/2015-07/11/content_21252641.htm

 การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนในจีน
hd

 แหล่งที่มา Youth soccer tournament kicks off

ในวงการฟุตบอลอาชีพ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่รูปแบบของการทำธุรกิจมากขึ้น สโมสรในลีกมีกลุ่มธุรกิจจากเอกชนมาลงทุน ต่างจากเมื่อก่อนที่สโมสรจะมีเงินลงทุนจากรัฐบาลเป็นหลัก โดยในปี 1984 บริษัทยา baiyunshan pharmaceutical group นับเป็นบริษัทแรกที่เข้ามาลงในวงการฟุตบอลจีน ด้วยการเป็นสปอนเซอร์ให้สโมสรกวางโจว (Guangzhou Football Team)  นอกจากนั้น NSC ยังได้ร่างกฎระเบียบเรื่องค่าจ้างของนักฟุตบอลให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมฟุตบอลให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น  จนกระทั่งในปี 1994 ลีกฟุตบอลอาชีพเจีย-เอลีก (Jia-A League) ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ และมีการปรับเปลี่ยนพัฒนาจนเป็นไชนีส ซุปเปอร์ ลีก ในปัจจุบัน

                                                          โลโก้ไชนีส ซุปเปอร์ ลีก
rrrrrrw

ยุคเงินทุนธุรกิจ มุ่งสู่มหาอำนาจฟุตบอลโลก

หลังจากการเปิดประเทศในปี 1978 ของเติ้ง เสี่ยว ผิง ได้ส่งผลให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก ด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จีนมีมหาเศรษฐีเกิดขึ้นมากมาย และต่างก็เข้ามาลงทุนในกีฬาฟุตบอลกันอย่างคึกคัก อาทิ หวัง เจียนหลิน (WANG JIANLIN) เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้าเหลียน วันด้า กรุ๊ป (Dalian Wanda Group) ที่ให้เงินสนับสนุนสโมสรต้าเหลียน วันด้า (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Dalian Shide F.C.) พร้อมทั้งให้เงินสนับสนุนวงการฟุตบอลจีนถึง 2 พันล้านบาท หรือว่าจะเป็น ยักษ์ใหญ่เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เอเวอร์แกรนด์ (Evergrande Real Estate Group) ที่ลงทุนซื้อสโมสรกวางโจว จนเปลี่ยนชื่อเป็น กวางโจว  เอเวอร์แกรนด์ (Guangzhou Evergrande) ในปัจจุบัน และ แจ็ค หม่า เจ้าของบริษัทอาลีบาบา เว็บไซต์ขายส่งชื่อดังของจีน ที่ร่วมลงทุนซื้อหุ้น 40 % ในสโมสรกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ เช่นกัน

สโมสรกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ สโมสรชื่อดังของลีกจีนที่มีเงินทุนมหาศาล
eerrrrr

แหล่งที่มา China’s Guangzhou Evergrande

เงินทุนมหาศาลจากกลุ่มธุรกิจ ส่งผลให้สโมสรจีนมีเงินทุนในการซื้อตัวนักเตะต่างชาติมากมาย อาทิ การซื้อตัว แจ็คสัน มาร์ติเนซ กองหน้าจากแอตเลติโก มาดริดในราคา 31 ล้านปอนด์ของสโมสรกวางโจว เอเวอร์แกรนด์ การซื้ออเล็กซ์ เตเซร่า ในราคา 38 ล้านปอนด์ของสโมสรเจียงสู ซูหนิง (Jiangsu Suning F.C.)  แชร์วินโญ่ (สโมสรเหอเป่ย ไชน่า ฟอร์จูน Hebei China Fortune F.C.) เดมบ้า บา ทิม เคฮิลล์ โมโม่ ซิสโซโก้ (สโมสรเซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว Shanghai Greenland Shenhua F.C.) ฯลฯ และยังมีนักเตะชื่อดังอีกมากมายที่เป็นเป้าหมายการคว้าตัวของสโมสรจีนในอนาคต

                             ลีลาของแจ็คสัน มาร์ติเนซ กับสโมสรกวางโจว เอเวอร์แกรนด์wwwe

     แหล่งที่มา Match between Guangzhou Evergrande

แม้ประเทศจะร่ำรวยและมีการลงทุนในการพัฒนาฟุตบอลด้วยเม็ดเงินมหาศาล แต่จีนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลตามที่หวังไว้ ต่างจากเพื่อนร่วมทวีปอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ที่พัฒนาไปไกลกว่าจีน โดยเฉพาะกับฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่จีนได้เข้าแข่งขันเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้นในปี 2002 โดยปัจจุบัน ทีมฟุตบอลจีนอยู่ในอันดับที่ 81 จากทั้งหมด 204 ประเทศจากการจัดอันดับของฟีฟ่า (Fifa  สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ)   ทำให้รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายในการพัฒนาทีมฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งนักเตะเยาวชนไปฝึกซ้อมที่ต่างประเทศ เพิ่มการแข่งขันกระชับมิตรกับชาติอื่น การดึงตัวนักเตะต่างชาติชื่อดังเข้ามาค้าแข้งในลีกจีน เชิญผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ กรรมการชาวต่างชาติเข้ามาให้ความรู้แก่บุคลากรในวงการฟุตบอลจีน

ล่าสุดสมาคมฟุตบอลจีนได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ ในการพัฒนาจีนให้เป็นมหาอำนาจด้านกีฬาฟุตบอลของโลกภายในปี 2050 โดยเริ่มจากส่งเสริมให้คนจีนอย่างน้อย 50 ล้านคน เล่นฟุตบอลและเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลในประเทศให้มากขึ้น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น จัดตั้งศูนย์ฝึกกีฬาฟุตบอลอย่างน้อย 20,000 แห่ง และสนามแข่งอย่างน้อย 70,000 แห่งทั่วประเทศ และมุ่งหวังพัฒนาให้ฟุตบอลทีมชาติจีนประสบความสำเร็จทั้งในระดับเอเชียและระดับโลก ดั่งที่ผู้นำจีนคนปัจจุบัน สี จิ้นผิง ได้กล่าวไว้ว่า อยากให้จีนได้แชมป์ฟุตบอลโลกภายในอีก 15 ปีข้างหน้า

 นักเตะเยาวชน ความหวังของวงการฟุตบอลจีน
wqd

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/BBCThai

นอกจากการพัฒนาคุณภาพของบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานแล้ว จีนยังใช้การสานสัมพันธ์ในธุรกิจฟุตบอลต่างชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้จากฟุตบอลยุโรป และผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน อาทิ บริษัทสื่อยักษ์ใหญ่ ไชน่า มีเดีย แคปิตอล (CMC) ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน  และ ซิติค แคปิตอล (Citic Capital) สถาบันทางการเงิน เข้าซื้อหุ้น 13% ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วยเงิน 13,000 ล้านบาท หรือการที่กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ ต้าเหลียน วันด้า กรุ๊ป ซึ่งนอกจากจะเข้าซื้อหุ้น 20 % ของสโมสรแอตเลติโก้ มาดริดของสเปนแล้ว ยังเป็นบริษัทจีนแห่งแรกที่ลงนามเป็นพันธมิตรกับฟีฟ่า โดยหลายฝ่ายมองว่าการลงนามครั้งนี้ของจีนนั้น มีเป้าหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2030

หากมองย้อนจากอดีต เส้นทางเดินของฟุตบอลจีนนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคขวางกั้นมากมาย และเกี่ยวพันกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอยู่เสมอ ซึ่งนับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งประเทศในปี 1949  ชนชั้นนำจีนทั้งรัฐบาลและนักธุรกิจได้ให้ความสำคัญกับฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งในฐานะสื่อกลางที่หลอมรวมจิตใจให้คนในประเทศมีความรักชาติ หรือจะเป็นในเชิงธุรกิจที่สามารถทำเงินได้อย่างมหาศาล  

ปัจจุบัน แม้จีนจะก้าวมาเป็นมหาอำนาจของโลกด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับในวงการฟุตบอลแล้ว จีนยังต้องต่อสู้ฟันฝ่ากับเส้นทางเดินของโลกฟุตบอลอีกยาวไกล การมีเงินทุนหนาเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่สิ่งรับประกันถึงความสำเร็จในการพัฒนาวงการฟุตบอล เพราะในโลกของฟุตบอลนั้นมีทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ทักษะ ประสบการณ์ จากผู้บริหาร ผู้ฝึกสอน นักฟุตบอล กองเชียร์ ในการร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาวงการฟุตบอลให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ซึ่งในอนาคต จีนจะก้าวเป็นมหาอำนาจทางด้านลูกหนังของโลกได้หรือไม่ คงต้องให้เวลาเป็นบทพิสูจน์ต่อไป

egjh
————————————

บทความโดย โกษม โกยทอง

ข้อมูลอ้างอิง
1. บทความ Football In The New China : Political Statement, Entrepreneurial Enticement And Patriotic Passion โดย Dong Jinxia และ J.A. Mangan

2. บทความ Chinese sports policy and globalisation: the case of the Olympic movement, elitefootball and elite basketball โดย Tien-Chin Tan

3. หนังสือ ครองแผ่นดินจีน พรรค ผู้นำ อำนาจรัฐ โดย วรศักดิ์ มหัทธโนบล

4. Manchester ”Chinese” City

5. จีนตั้งเป้าเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2030

6. Manchester City owners announce £265m deal with Chinese investors

7. https://www.facebook.com/BBCThai

เครดิตรูปภาพ
Chinese Billionaires Invest In Football: Is It Worth It?
https://www.facebook.com/BBCThai 

Advertisements