8

ภาพอีเว้นท์ Sneaker Con 2015 ในนิวยอร์ก ตลาดซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนสนีกเกอร์สที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา

เครดิตภาพ: si.com

หากให้ย้อนกลับไปนึกถึงสมัยเด็ก ๆ ในช่วงแรก ๆ ที่ผมดูบาส ถ้าตัดไมเคิล จอร์แดน คำว่า ดั้งค์, เลย์-อัพ, ฟาสเบรค ทิ้ง สิ่งที่ผมนึกได้ในตอนนั้นและทำให้ผมหลงใหลกีฬาบาสเกตบอลคือเสียงของรองเท้าบาส เสียงเอี๊ยดแอ๊ดที่ดังขึ้นเวลาที่รองเท้าเสียดสีกับพื้นคอร์ทในขณะที่ดูเกมการแข่งขัน NBA ทำให้ผมได้รู้จักกับรองเท้าหุ้มข้อ คู่ใหญ่ ๆ อย่างเป็นทางการ แม้ผมจะไม่ถึงระดับสนีกเกอร์เฮดหรือคนที่คลั่งไคล้ แต่ก็ชอบติดตามอยู่เสมอ  ว่ามีรุ่นไหนสวย ๆ หรือ มีของนักบาสคนไหนออกใหม่บ้างเป็นระยะ ชอบหนักเข้าก็ซื้อมาใส่ ตามที่เงินในกระเป๋าจะเอื้ออำนวย เพราะจากราคาคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าชอบแล้วก็ซื้อกันตามอำเภอใจ เอาว่ารองเท้าที่ใส่อยู่เริ่มเก่าก็ซื้อมา และมันก็ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวหรอกที่ชอบ เพราะมันยังมีคนอีกมากมายที่ชอบไปจนถึงระดับคลั่งไคล้ มีการพูดถึงรองเท้าที่พี่คนโน้นคนนี้ใส่ในสนามบาส รองเท้าใหม่ของเพื่อน ที่สามารถกลายมาเป็นเรื่องพูดคุยได้ในวงสนทนา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เห็นว่าสนีกเกอร์คงพิเศษเกินกว่าจะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ทำไมและเพราะอะไร คือสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบายไว้ในบทความนี้ 

สนีกเกอร์ มีความหมายและขอบเขตถึงรองเท้ากีฬา ที่พื้นรองเท้าจะทำมาจากยางหรือวัสดุสังเคราะห์ ส่วนตัวรองเท้าจะทำมาจากหนัง, ผ้าใบ, วัสดุสังเคราะห์ ตามแต่คนออกแบบจะวางไว้ แต่โดยใจความสำคัญของมันก็คือเป็นรองเท้าที่ผลิตขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ของการเป็นรองเท้ากีฬาเป็นหลัก ทั้งจากในอดีตถึงปัจจุบัน โดยคำว่า sneak นั่นมาจากคำเก่าในภาษาอังกฤษคำว่า snican มีความหมายว่า ปรารถนา การคืบคลานเข้าไป เริ่มใช้กันในราวศตวรรษที่ 16 แต่เป็นคำที่มีความหมายค่อนไปทางแง่ลบ เพราะจะใช้กับคนที่ย่องเบา มีอาการเคลื่อนที่แบบลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่น่าไว้ใจ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของอุตสาหกรรมเต็มตัว อุตสาหกรรมรองเท้าจึงมีการผลิตคิดค้นรองเท้าแบบพื้นยาง (rubber soled shoes) ซึ่งเป็นรองเท้าที่ให้ความทนทานรวมถึงเป็นรองเท้าที่ใส่เดินไปไหนมาไหนได้โดยที่เสียงรองเท้าจะเบากว่ารองเท้าในยุคก่อนหน้า มาตอบสนองความต้องการของคนในยุคนั้น จนรองเท้าเหล่านี้ถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า sneaks ต่อมามีการพบหลักฐานในอเมริกา ว่าราวปี 1887 คนในทางฝั่งตะวันออกของอเมริกามักจะเรียกรองเท้าเทนนิสซึ่งตอนนั้นคือรองเท้าผ้าใบพื้นยางว่า sneaker กันแล้ว แต่คำว่าสนีกเกอร์กลับมาแพร่หลายและเป็นที่นิยมพูดกันจริง ๆ ในปี 1917 เมื่อบริษัทรองเท้าผ้าใบชื่อดังอย่าง Keds ที่ในตอนนั้นคือบริษัทที่เน้นผลิตรองเท้ากีฬาออกสู่ตลาด ได้ให้คำจำกัดความของรองเท้าตัวเองว่าสนีกเกอร์สอย่างเป็นทางการ จึงทำให้รองเท้าผ้าใบกีฬา ถูกเรียกว่า สนีกเกอร์มานับแต่นั้น แม้ในภายหลัง Keds จะเปลี่ยนไปทำรองเท้าใส่เที่ยวแล้วก็ตาม

แต่เหตุผลว่าทำไมเราถึงชอบ รัก และคลั่งไคล้ ๆ ไอ้เจ้าสนีกเกอรกันนัก จากที่ผมลองหาข้อมูลบวกด้วยความคิดเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าผมแบ่งได้หลัก ๆ 5 ข้อ

1.ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม

4

ไมเคิล จอร์แดนขณะโพสท่าถ่ายแบบโลโก้แบรนด์ Air jordan ของตัวเองในปี 1985 (Jumpman pose) ก่อนที่รูปดังกล่าวจะมาปรากฎอยู่ใน Air jordan 3 กลายเป็นโลโก้ที่ทรงอิทธิพลในวงการบาสเกตบอลถึงทุกวันนี้

เครดิตภาพ: nicekicks.com

อย่าเพิ่งเห็นคำว่าทฤษฎีแล้วจะหาวกันไปนะครับ เพราะทฤษฎีนี้น่าจะเป็นทฤษฎีที่อธิบายปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้สนีกเกอร์ได้ทฤษฎีหนึ่ง และก็เป็นทฤษฎีทางสังคมที่เราเคยเรียนกันมาแล้วในชั้นเรียนแต่อาจจะลืม ๆ กันไป โดยหลักใหญ่ใจความของทฤษฎีนี้ก็ไม่มีอะไรมากมาย กล่าวให้รวบรัดก็คือมันพยายามจะอธิบายว่าพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างของมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเองโดยไม่มีที่มาที่ไป แต่ล้วนเกิดขึ้นเพราะการมีตัวแบบ ยิ่งตัวแบบนั้นได้รับการยอมรับในสังคม การพยายามจะเลียนแบบตัวแบบนั้นก็ยิ่งมีโอกาสสูง เพราะมันยิ่งช่วยให้เราได้รับการยอมรับในสังคมเช่นเดียวกับตัวแบบ ทั้งรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่โดดเดี่ยวแปลกแยก โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่กำลังตามหาตัวตนและการยอมรับ

เคยรู้สึกมั้ยเวลาที่เราเห็นการเพอร์ฟอร์มของนักดนตรีบนเวทีแล้วรู้สึกว่ามันเท่จัง เราเห็นเขาไว้ผมทรงนี้ก็อยากตัดตาม เราเห็น เขาใส่เสื้อแบบนี้ กางเกงทรงนั้น แล้วอยากหาซื้อมาใส่ให้คล้ายคลึงกัน เราดูฟุตบอลเราก็อยากลอกเลียนสไตล์การเล่นของนักฟุตบอลที่เราชื่นชอบ และแน่นอนเราเห็นนักบาสคนนี้ใส่รองเท้าคู่นี้แล้วเท่ชะมัดเราก็อยากซื้อหามาใส่บ้าง

ความเท่ เป็นอะไรที่วัยรุ่นล้วนแสวงหามาอยู่ทุกยุคทุกสมัย ยิ่งความเท่ที่มาจากการเพอร์ฟอร์มยิ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดวัยระเริงทั้งหลายให้มาติดกัปได้โดยง่าย เพราะมันชวนมองและเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นได้ดีที่สุด และอาชีพที่หนีไม่พ้นการเพอร์ฟอร์มก็คืออาชีพนักแสดง นักดนตรีและนักกีฬา

ตั้งแต่โอนิสึกะกับบรู๊ซลีในหนังเรื่อง Game of Death ไล่มาจนถึง converse ของเคิร์ท โคเบน RUN DMC กับ MY adidas (superstar) และ ไมเคิล จอร์แดนกับ air jordan ทุกคู่ที่เขาใส่ ล้วนอธิบายได้ดีว่าต้นแบบที่มีชื่อเสียงมาจากวงการดังกล่าว คือตัวกำหนดอุปทานให้สังคม เพราะเมื่อผู้คนโดยเฉพาะวัยรุ่นตกหลุมรักต้นแบบเหล่านี้ พวกเขาก็จะเลียนแบบมันได้ภายในชั่วข้ามคืน พวกเขารู้สึกได้ว่าต้นแบบเหล่านี้คือส่วนเติมเต็มอัตลักษณ์ให้แก่พวกเขา ทำให้พวกเขามีความฝันหรือแนวทางในชีวิต ทุกคนพร้อมจะทำตามแม้กระทั่งการเลือกใส่รองเท้า สนีกเกอร์สจึงกลายมาเป็นภาพแทนในสิ่งที่พวกเขาใฝฝันถึง เพราะพวกเขาต้องการเป็นให้ได้ดังฮีโร่ในดวงใจ

 

2.เพราะมันเป็นของสะสมที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

2

ภาพเหล่าบรรดาสนีกเกอร์เฮดจากหนังสารคดีเรื่อง Sneakerheadz

เครดิตภาพ: sneakerheadzmovie.com

กระบวนการทางวัฒนธรรมและการผลิตซ้ำมีส่วนอย่างยิ่ง กับการหล่อเลี้ยงให้วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งยังคงอยู่ หลังสนีกเกอร์กลายเป็นที่นิยมเกินกว่าจะจำกัดอยู่แค่คนดูกีฬาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 สิ่งที่ตามมาหลังความนิยมนั้นคือการยกค่าของมันให้มากกว่าแค่รองเท้าที่ใส่ออกไปเล่นกีฬา เพราะมันคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คือปัจจัยพื้นฐานของชีวิต คือของสะสมและเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจาก “นิตยสาร” สื่อที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมาเสมอ

ในปี 1991 นิตยสาร The Source นิตยสารทางด้านดนตรีและวัฒนธรรมได้ให้พิ้นที่ 2 หน้าแก่นาย Bobbito García กับบทความชื่อ “Confessions of a Sneaker Addict.” บทความที่เป็นการเปิดเปลือยถึงอาการเสพติดสนีกเกอร์ถึงขั้นบ้าคลั่งของคน ๆ หนึ่ง ที่บ้ามันพอจะเก็บสะสมมันได้ไม่ต่างจากของสะสมอื่น ๆ และพูดถึงเรื่องราวของมันได้มากมาย กระทั่งในปี 1998 Slam Magazine นิตยสารทางด้านบาสเกตบอลได้คลอดนิตยสารลูกในชื่อ Kicks  Magazine ออกมาแบบรายปี เพื่อประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีนิตยสารที่พูดถึงสนีกเกอร์เพียงอย่างเดียว ถัดจากนั้นมาเพียง 4 ปี ในปี 2002 นิตยสารสนีกเกอร์อย่าง Sneaker Freaker นิตยสารสัญชาติออสเตรเลียก็กลายเป็นคลื่นระลอกสอง ที่บ่งบอกถึงระดับความนิยมสนีกเกอร์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เพราะถึงเวลาแล้วที่คนต้องการจะรับข่าวสารเรื่องสนีกเกอร์ในเชิงลึกกันมากขึ้น ยิ่งในทุกวันนี้ที่อินเตอร์เน็ตนั่นหาใช้กันได้อย่างง่ายดายคงต้องบอกว่าคนต้องการรับรู้ถึงมัน “ตลอดเวลา” ทำให้เกิดการผลิตซ้ำ ของเรื่องราวใหม่ ๆ ในใจความเก่า ๆ ที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดของเรา จนทำให้เราเสพติด

3

หน้าบทความ “Confessions of a Sneaker Addict.”

เครดิตภาพ: complex.com

ซึ่งหากมองกันที่เหตุผล รองเท้านับว่าเป็นเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นปัจจัย 4 ที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้มันในชีวิตประจำวัน ทั้งเป็นหนึ่งในไอเท็มบนร่างกายที่สามารถบ่งบอกตัวตนของเราได้เป็นอย่างดี ว่าเราเป็นคนลุย ๆ เป็นคนเรียบ ๆ หรือเป็นคนล้ำสมัย และกับรองเท้าผ้าใบ รองเท้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเคลื่อนที่ มีความเบาสบาย กระชับคล่องตัว ดูแลรักษาง่าย ทนทาน เหมาะจะใส่เดินไปไหนมาไหนได้ทั้งวัน ยิ่งเป็นเหตุผลให้คนเลือกที่จะใส่มัน มากกว่ารองเท้าหนัง รองเท้าแตะ หรือรองเท้าอื่น ๆ และเมื่อมีคนยกระดับให้มันเป็นได้ดังของสะสม ยิ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายว่าทำไมคนจะไม่เสพติดมันล่ะ ในเมื่อคุณจะมีของสะสมที่สามารถพามันไปไหนมาไหนด้วยได้ แถมใช้มันได้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ดีกว่าจะวางมันทิ้งไว้บนชั้นโชว์ เหมือน แสตมป์ จาน ชาม หรือโมเดลต่าง ๆ ที่เราได้แต่มองมันด้วยความชื่นชม แต่ไม่สามารถใช้มันได้ อย่างที่หนังสารคดีเรื่อง Sneakerheadz หนังที่พาเราไปดูความคลั่งไคล้ของแฟน ๆ สนีกเกอร์ส ได้กล่าวไว้ในคำนำหนังว่า “เพราะทุกวันนี้คนไม่ได้ต้องการแค่จะชื่นชมกับศิลปะอีกแล้ว ทุกคนต้องการจะสวมใส่มัน” ซึ่งคือเหตุผลว่าทำไมสนีกเกอร์จะเป็นป๊อปคัลเจอร์ที่ไม่มีวันตาย เพราะมันคือวัฒนธรรมที่ผูกติดอยู่กับวิถีชีวิตของคนทั้งโลกอย่างแยกไม่ออก

ตัวอย่างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Sneakerheadz

 

3.เพราะมันมีประวัติศาตร์

1

นิทรรศการ The Rise of Sneaker Culture ในพิพิธภัณฑ์บรู๊คลิน

เครดิตภาพ: glenwoodnyc.com

ก็เหมือนกับที่แฟนฟุตบอลหลายคนซื้อเสื้อบอลของทีมโปรดในทุก ๆ ปี เพราะนอกจากเราจะชื่นชอบและซับพอร์ตทีมนั้น ๆ แล้ว เสื้อยังเป็นตัวบอกเล่าประวัติศาสตร์ของทีมโปรดได้ เช่นเดียวกับสนีกเกอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกีฬาบาสเกตบอล ที่รองเท้ากลายเป็นสินค้าที่ถูกผลิตออกมามากกว่าจำนวนเสื้อแข่งในแต่ละปี บวกกับความนิยมในตัวนักบาสระดับซูเปอร์สตาร์ ที่ทำให้รองเท้าเป็นตัวแทนประวัติศาตร์ได้ดีกว่าเสื้อแข่งแบบกีฬาฟุตบอล แฟนสนีกเกอร์บางคนจึงคลั่งไคล้และเสาะแสวงหา ด้วยประวัติศาสตร์ของมัน โดยคนที่ทำให้รองเท้ามีประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเพราะเขาคือ ไมเคิล จอร์แดน

แต่ก่อนหน้าที่รองเท้าจอร์แดนจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ ก็ยังมีรองเท้าอีกมากมายให้กล่าวถึง ไม่ว่าจะคอนเวิร์ดของ ชัค เทย์เลอร์ หรือ ด็อกเตอร์ เจย์ ที่ชื่อรุ่นก็คือชื่อของนักบาสเจ้าของรองเท้า รวมถึงรองเท้าซิกเนเจอร์อย่างเป็นทางการคู่แรกของโลกกีฬาอย่าง adidas Abdul-Jabbar และอีกมากมาย ที่เป็นรองเท้าที่มีประวัติศาตร์ แต่หลังจากความโด่งดังของไมเคิล จอร์แดน รายละเอียดของประวัติศาสตร์มันจึงได้ถูกขยายขึ้น คนเริ่มหันเหความสนใจรองเท้าไม่ใช่เพียงเพราะมันสวยงามแต่เพราะเรื่องราวของมันด้วย  ผู้คนเริ่มถามหา รองเท้าคู่แรกของจอร์แดน, รองเท้าที่จอร์แดนทำสกอร์สูงสุดในอาชีพ, รองเท้าที่จอร์แดนใส่แข่งแสลมดั้งค์จนได้แชมป์ในปี 1988 , รองเท้าในเกม The Shot และอีกมากมาย ตามแต่คนจะยัดเยียดประวัติศาสตร์ให้มัน พร้อมกันนั้นกระแสธารของเรื่องราวที่อยู่ในรองเท้าก็ถูกผลิตซ้ำตอกย้ำอย่างต่อเนื่องทั้งจากโฆษณา หน้านิตยสาร รวมไปถึงหนังสืออย่าง Where’d You Get Those? New York City’s Sneaker Culture: 1960-1987 ของนาย Bobbito Garcia ในปี 2003 ที่ยิ่งทำให้สนีกเกอร์สกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ราวกับสมบัติของชาติ ที่สามารถสะท้อนแง่มุมอื่น ๆ ในทางประวัติศาสตร์และสังคมได้ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องของตัวรองเท้าเอง

ยน

เครดิตภาพ: eukicks.com

และไม่ใช่เพียงรองเท้าบาสเกตบอลเท่านั้น รองเท้าในกีฬาประเภทอื่น ๆ ก็ยังเป็นรองเท้าที่เราจะพลาดไม่ได้ ทั้งรองเท้าวิ่งอย่าง air max 1 หรือจะรองเท้าเทนนิสอย่าง stan smith นี่ยังไม่นับรองเท้าที่มีศิลปินเพลงเอาไปใส่จนกลายเป็นรองเท้าภาคบังคับสำหรับวัยรุ่นอีกมากมายที่ต้องหากันมาสวมใส่ จนเรื่องราว ๆ ของรองเท้าต่าง ๆ มีความแข็งแกร่งพอจะจัดตั้งนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งได้เลยทีเดียว แต่สุดท้ายแล้วบางครั้งมันอาจจะไม่ใช่เพียงเพราะรองเท้ามีประวัติศาสตร์มาจากนักกีฬาที่เราชื่นชอบเพียงอย่างเดียว เพราะรองเท้าทุกคู่ก็ล้วนแต่บันทึกเรื่องราวของตัวเราเองไว้ในนั้น ทั้งรองเท้าที่แม่ซื้อให้ รองเท้าที่เราเก็บเงินซื้อได้เองเป็นคู่แรก  รองเท้าที่เราใส่แข่งขันและได้ชัยชนะหรือแพ้จนต้องหักเหชีวิตไปทำอย่างอื่น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมีความผูกพันและรักมัน เพราะทุกครั้งที่เรามองมันเราจะได้เห็นเรื่องราวของเรา ที่ล้ำค่าไม่ต่างจากเรื่องราวของตัวรองเท้าเอง

 

4.เพราะมันมีการตลาด

5

Kanye West ขณะโผล่ไปเซอร์ไพรซ์แฟน ๆ ที่ลอนดอน ในงานเปิดตัวรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดของตนเอง adidas yeezy boost 350

เครดิตภาพ: sneakernews.com

หลังจากไนกี้ก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจของแบรนด์กีฬาในยุค 90 บวกกับอารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัย ที่ผู้คนเหมือนกลับไปสู่ยุคแสวงหาและต้องการอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ล้วนทำให้แบรนด์กีฬาย่อมอยู่นิ่งเฉยไม่ได้อีกแล้ว มีการเกิดขึ้นของแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ทำให้แบรนด์กีฬาเก่า ๆ ถูกกระตุ้น จนนำไปสู่การแข่งขันทางการตลาดอย่างดุเดือดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ 2 ยักษ์ใหญ่อย่างไนกี้และอะดิดาส ที่จำเป็นต้องเข้าสู่สงครามและโรมรันกันด้วยสารพัดวิธีทางการตลาด ทั้งการแบรนดิ้งหาเอกลักษณ์และแนวทางที่ชัดเจนของตนเอง จนนำไปสู่การเทคโอเว่อร์หรือแตกแบรนด์ อย่างเช่นไนกี้ที่เทคโอเว่อร์คอนเวิร์ดส และสร้างแอร์ จอร์แดนขึ้นมาอีก 2 อาณาจักร เช่นเดียวกับอะดิดาส ที่ให้กำเนิด adidas original เพื่อจัดแบ่งไทม์ไลน์ระหว่างผลิตภัณฑ์แฟชั่นกีฬาที่มาจากผลิตภัณฑ์ในอดีตกับผลิตภัณฑ์กีฬาในปัจจุบัน อย่าง adidas และ adidas neo ออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความชัดเจนให้แก่กลุ่มลูกค้า จากนั้นจึงนำไปสู่การตั้งคำถามกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าและใช้วิธีทางการตลาดอย่างไรก็ได้เพื่อผลลัพท์เพียงอยากเดียวคือทำให้คน “ต้องการมัน” ทั้งการไล่ล่าเซ็นตัวนักกีฬาระดับโลก การโฆษณาในเรื่องของเทคโนโลยี การออกลิมิเต็ดอีดิชั่นที่ออกแบบโดยศิลปิน การใช้ ภาพ ประโยค หรือวลีเด็ด ๆ การออกโปรโมชั่น การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย เช่นการบริการแบบ NIKE ID ที่ทำให้คอสนีกเกอร์สสามารถสร้างสรรค์คัลเลอร์เวย์ของรองเท้าตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งดีไซน์เนอร์ของแบรนด์อีกต่อไป  หรือวิธีการอื่น ๆ อีกมากมาย ตามแต่แบรนด์จะสามารถขุดไอเดียออกมาได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การได้รับแบรนด์ รอยัลตี้หรือความจงรักภักดีต่อแบรนด์จากลูกค้า เพราะปรัชญาและแนวทางต่าง ๆ ของแบรนด์ที่ตอบสนองความต้องการและรสนิยมของกลุ่มลูกค้าได้อย่าง “ต่อเนื่อง” และ “รู้ทัน” ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกผูกพันและยึดโยงอยู่กับแบรนด์ ผู้คนพร้อมจะกลับมาซื้อรองเท้ากับแบรนด์เดิม ๆ ได้อย่างไม่มีวันเบื่อ คล้ายกับได้รู้จักคนคอเดียวกัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงรักสนีกเกอร์ได้อีกเหตุผลหนึ่ง เพราะความรักที่เรามีต่อสนีกเกอร์ ส่วนหนึ่งมันไม่ใช่เพราะความรักนั้นเกิดขึ้นมาได้เองลอย ๆ แต่เพราะมันมีกระบวนการทางการตลาดที่ทำให้เรา “รักมัน” ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีทั้งแง่ดีและแง่ร้ายในตัวมันเอง เพราะในขณะที่มันทำให้เราเพลิดเพลินเจริญใจไปกับบางสิ่งบางอย่างมันก็กำลังมอมเมาเราไปในตัว

 

5.เพราะมันคืองานศิลปะ

7

Tinker Hatfield อดีตนักศึกษาสถาปัตย์ผู้ผันตัวเองมาเป็นนักออกแบบสนีกเกอร์ให้แก่ไนกี้ในยุคเริ่มแรก จนกลายเป็นนักออกแบบผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก ที่ให้กำเนิดสนีกเกอร์ระดับไอคอนอย่าง Air Max 1 และ Air Jordan III, IV, XI

เครดิตภาพ: sneakers-magazine.com

ก็เหมือนกับที่เราชอบภาพวาดภาพหนึ่ง หนังเรื่องหนึ่ง หรือ เพลง ๆ หนึ่ง  บางครั้งมันก็ไม่ได้มีเหตุผล บางครั้งเราก็ไม่ได้รู้เรื่องหรือตีความหมายจากมันได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่เราแค่รู้สึกกับมัน จากนั้นเหตุผลจึงค่อย ๆ ทยอยตามมา อย่างเช่นบทความนี้ ว่าทำไมเราถึงชอบ เช่นเดียวกับการที่เราจะชอบรองเท้าสักคู่หนึ่ง มันเป็นเรื่องของรักแรกพบ เป็นเรื่องของความรู้สึกที่มีต่อรูปทรง ต่อผิวสัมผัส หรือสีสันและลวดลายของมัน ที่มาปะทะกับธาตุภายในหรือรสนิยมของเรา จนเรายอมจะควักตังค์จ่าย ได้โดยไม่ทันตั้งตัว

ซึ่งหากจัดแบ่งประเภททางศิลปะก็อาจจะบอกได้ว่า สนีกเกอร์ก็ถือเป็นสายหนึ่งของงานศิลปะ เพราะนับเป็นงานประยุกต์ศิลป์ ซึ่งเป็นประเภทของศิลปะอย่างหนึ่ง เป็นงานออกแบบที่มุ่งเน้นถึงประโยชน์ใช้สอย  โดยนำศิลปะมารองรับ มีโจทย์ที่คนอื่นมากกว่าตนเอง เป็นการออกแบบรูปทรงและพิ้นผิวของรองเท้าเพื่อตอบสนองความต้องการ การเคลื่อนที่ของผู้คน จากนั้นจึงใช้ศิลปะมาแต่งแต้มสีและลวดลาย ตามแต่จินตนาการและประสบการณ์ของคนออกแบบจะรังสรรค์ คล้ายกับงานออกแบบสถาปัตยกรรม ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยของอาคารพื้นที่ควบคู่ไปกับการใช้ความงามจากศิลปะ ทำให้ตึกหลังหนึ่ง สามารถแยกออกจากคำว่า building ไปสู่คำว่า architecture

แต่กล่าวโดยรวมแล้วไม่ว่าเหตุผลจะมีอีกมากมายซักแค่ไหนที่ทำให้เรารักสนีกเกอร์ซักคู่ สุดท้ายแล้วเราก็ควรจะใช้จ่ายไปกับมันด้วยความพอดี มีเหตุผลมากมายที่เราจะรักมัน แต่ไม่มีเหตุผลเอาซะเลยที่เราจะใช้จ่ายไปกับมันส์อย่างบ้าคลั่ง จนสิ้นเงินในกระเป๋า (ในอเมริกามีถึงขนาดขโมยและฆาตกรรมกันเพื่อสนีกเกอร์เลยทีเดียว) เพราะรักควรจะอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล การจะชอบอะไร รักอะไร ไม่ควรจะนำไปสู่การทำให้คนอื่นรวมถึงตัวเราเดือดร้อน

 

29 สิงหาคม 2558

ไฮเซนเบิร์ก @Heisenbergball

 

ข้อมูลอ้างอิง

10 Reasons Why We Buy Sneakers • KicksOnFire.com

“Converse” คืออะไร? ทำไม Converse ถึงเป็นรองเท้าที่คนทั่วโลก …

การเรียนรู้ทางสังคมของวัยรุ่นไทยจากวัฒนธรร

50 Moments That Changed Sneaker Culture Forever

Why Athletic Shoes Are Called “Sneakers” – Today I Found Out

How Your Favorite Sneakers Got Their Names | Mental Floss

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements