der-ganz-gro_e-traum-2

ขึ้นชื่อว่าหนังเยอรมันแล้ว หากไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวพันเลย ก็ดูจะห่างไกลไปจากอัตลักษณ์ของหนังเยอรมันที่ทุกคนมักกล่าวถึงกัน (แม้จะมีหนังที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรงอีกมากมาย) ไม่เว้นแม้แต่หนังกีฬาอย่างเรื่อง Lessons of a dream (Der ganz große Traum) หรือในชื่อภาษาไทยว่า “บทเรียนสู่ฝัน” ภาพยนตร์ที่เล่าถึงการถือกำเนิดของฟุตบอลในประเทศเยอรมันในปี 1874 แม้ฟุตบอลจะเป็นกีฬาที่ยิ่งใหญ่ในเยอรมันทุกวันนี้ แต่จุดกำเนิดของมันกลับมีแต่ความขัดแย้งในทางการเมืองและไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเป็นเยอรมันแต่อย่างใด

หนังกล่าวถึงเรื่องจริงของ คอนราด ค๊อก (Konrad Koch) (นำแสดงโดย แดเนียล บรูห์ล (Daniel Brühl) นักแสดงหนุ่มชื่อดังชาวเยอรมัน) ผู้บุกเบิกกีฬาฟุตบอลในเยอรมนี ในสมัยที่เขายังเป็นนิสิตหนุ่มไฟแรง ที่เพิ่งจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดประเทศอังกฤษ และเดินทางกลับเยอรมนีมาเพื่อรับอาชีพเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่บราวน์ชไวก์ (Braunschweig) แต่อุปสรรคที่ค๊อกต้องเจอกลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะฝ่ามันไปได้ เพราะในขณะที่ค๊อกเป็นคนมีหัวคิดเสรี แต่บริบทสังคมเยอรมันในยุคนั้นยังอยู่ในระบอบจักรวรรดิหรือลัทธิชาตินิยม ทำให้ผู้คนต้องอยู่ในความเชื่อฟัง เคร่งครัดต่อกฎระเบียบ การมีวินัย และคำสั่งของชนชั้นนำจากบนลงล่าง จนสิ่งเหล่านี้ถูกนิยามถึงความเป็นเยอรมัน ระบบสังคมแบบสั่งและทำตามจึงถูกถ่ายโอนลงมาถึงระดับพ่อสั่งลูก ทำให้เด็กทุกคนจะถูกพ่อแม่อบรมสั่งสอนให้อยู่กับร่องกับรอยอยู่กับแนวคิดที่เป็นไปในทางเดียว ห้ามคิดต่างไปจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า เด็กทุกคนจะต้องทำในสิ่งที่พ่อแม่เลือกให้เท่านั้น ทุกคนไม่มีสิทธิ์เลือกเอง การเปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติโดยเฉพาะอังกฤษประเทศคู่แข่งในเวลานั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งความรู้สึกนึกคิดดังกล่าวนี้เองที่กลายเป็นเชื้อร้าย ทำให้เด็ก ๆ แทบจะไม่เปิดรับการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของค๊อกเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ค๊อกนำมันติดตัวมาด้วยคือฟุตบอล กีฬาที่เขาเล่นมันในสมัยเรียนที่อ๊อกซฟอร์ด ซึ่งเป็นกีฬาเกิดใหม่และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอังกฤษ แต่กลับถูกเยอรมันเรียกมันว่า “ไข้อังกฤษ” โดยค๊อกเริ่มต้นใช้มันในชั่วโมงเรียนเพื่อให้เด็กได้ฝึกท่องศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับฟุตบอล พร้อม ๆ กับให้ทุกคนได้ลองเล่น ซึ่งผลลัพท์ที่ตามมาคือเด็กทุกคนต่างสนุกไปกับมัน เพราะในขณะที่เด็ก ๆ ได้เรียนพวกเขาก็ได้เล่นไปในเวลาเดียวกัน และทำให้ค๊อกเข้าถึงเด็ก ๆ ได้ในเวลาไม่ช้า แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือทุกคนเรียนรู้ที่จะอยู่กันแบบทีม ผ่านทางบทเรียนที่เรียกว่าฟุตบอล

der-ganz-gro_e-traum-photo-1_article

แต่การเข้าถึงใจเด็กคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับเหล่าผู้ปกครองที่ไม่เห็นด้วยต่อวิธีการของค๊อกโดยสิ้นเชิง (แม้ค๊อกจะมีครูใหญ่หนุนอยู่เบื้องหลัง) โดยเฉพาะ ริชาร์ด ฮาร์ตุง (Richard Hartung) ผู้สนับสนุนโรงเรียนรายใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อโรงเรียนอย่างสูง ซึ่งเป็นพวกคลั่งชาติและระบอบชนชั้นอย่างสุดโต่ง เมื่อรู้ว่าค๊อกมีวิธีการสอนแบบใหม่ ที่ผิดแผกไปจากการสอนแบบเดิมซึ่งเน้นให้เด็กต้องเชื่อ (โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์) ฮาร์ตุงจึงพยายามหาทางกีดกั้นแนวคิดของค๊อกทุกวิถีทาง แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือฮาร์ตุงกลับพยายามทำลายอาชีพครูของค๊อกลงอย่างสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่ค๊อกจะใช้ต่อสู้กับ ฮาร์ตุง หรือความคิดแบบเยอรมันคือการพิสูจน์ให้ได้ว่าฟุตบอลไม่ใช่เชื้อร้ายหรือ ไข้อังกฤษ ตามที่ถูกขนานนาม แต่มันคือกีฬาที่สนุกสนานเข้าถึงผู้คน คือแนวคิดที่ใช้รวมทุกคนเป็นหนึ่งผ่านการต่อสู้ที่ไม่จำเป็นต้องเสียเลือดเสียเนื้อ และคือสิ่งที่เปิดปริมณฑลทางจิตใจให้แก่คนที่ค๊อกมักจะบอกว่าคือพวกที่อยู่ใน “การเชื่อฟังแบบเยอรมันบ้า ๆ นี่”

Lessons of a dream ไม่ได้มีความโดดเด่นในแง่ใดแง่หนึ่ง แต่ก็เป็นหนังที่ดูสนุกจนจบเรื่อง เป็นหนังยุโรปที่เล่าเรื่องในขนบหนังอเมริกัน ให้อารมณ์หนังฟีลกู๊ดที่เกี่ยวกับครูผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กอย่าง Dead Poets Society (1989) หรืออย่างหนังครูที่ถวิลหาอดีตอย่างหนังฝรั่งเศสเรื่อง The Chorus (2004) มีการผลิตคาแรคเตอร์ของเด็กและการถ่ายทอดภาพของเด็กในหนังได้ในระดับที่น่าพอใจชวนยิ้ม แม้จะไม่ใช่อะไรที่ใหม่แล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือการที่หนังหยิบยกประวัติศาสตร์ของฟุตบอลเยอรมันมาเล่าผ่านบริบทของคนและสังคมเยอรมันในสมัยนั้น ซึ่งถือว่ามีความขัดแย้งกันทางความคิด ระหว่างพวกหัวก้าวหน้ากับพวกหัวเก่าในระดับที่สูง ตัวละครจึงมีการปะทะกันในชนิดที่เข้มข้นไม่แพ้การอภิปรายคัดค้านนโยบายรัฐในรัฐสภา ทำให้ตัวเรื่องมีความก้าวหน้า ชวนติดตามและน่าสนใจ และพอจะทำให้รู้ว่า ฟุตบอลเยอรมันคงไม่มีทางเกิดขึ้นและยิ่งใหญ่ได้ในวันนี้ หากเยอรมันมีแต่ความเป็นเยอรมัน โดยไร้ซึ่งคนที่มีความฝันและไม่ยึดติดอยู่กับกรอบคิดของสังคม

ตัวอย่างหนัง

 

 

ป.ล. ภาพยนตร์ไม่มีวางขายตามร้านทั่วไป เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่สถาบันเกอเธ่ นำมาจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์เยอรมันเมื่อปีที่แล้ว ใครที่สนใจชมอาจจะต้องแวะไปรับชมที่สถาบันเกอเธ่กันก่อนหรือชมผ่านทางยูทูปนะครับผม

 

13 พ.ค. 2558

ไฮเซนเบิร์ก @Heisenbergball

Advertisements