Golden State Warriors v Phoenix Suns

“ผมเดินทางไปสเก๊าท์ตัวสเต็ปที่ฮอนด้า เซ็นเตอร์ใน The Wooden Classic (การแข่งขันที่จัดขึ้นพิเศษในระดับคอลเลจ) ตอนที่ Davidson (มหาลัยของเคอร์รี่) แข่งกับ UCLA ถึงแม้เขาจะดูผอมแห้งแรงน้อย แต่เขากลับแพรวพราวมากทั้งในเรื่องของการชู้ต การเลี้ยงบอล และการวางแผน ผมอยู่กับ Bruce Frazier (ผู้ช่วยโค้ชคนปัจจุบัน) เราเดินออกมาจากสนามแล้วต่างพยักหน้า พร้อมกับพูดว่า ไอ้เด็กนี่คือแนชคนต่อไป” สตีฟ เคอร์ เฮดโค้ชของโกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ เล่าถึงครั้งแรกที่ได้พบกับสตีเฟ่น เคอร์รี่ สมัยที่ตนเองยังเป็นผู้จัดการทั่วไปให้แก่ฟีนิกซ์ ซันส์

NBA ในฤดูกาลนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันดูจะประจวบเหมาะพอดีเสียเหลือเกิน นั่นก็คือการประกาศรีไทร์จาก NBA ของสตีฟ แนช อดีต MVP 2 สมัย ในช่วงเวลาเดียวกับที่สตีเฟ่น เคอร์รี่น่าจะเรียกได้ว่าพีคสุดในอาชีพ ทั้งการพาสถิติวอร์ริเออร์ขึ้นสู่อันดับ 1 ของลีกในฤดูกาลปกติ รับโหวตเป็นออลสตาร์อันดับ 1 แซงหน้าเลอบรอน เจมส์และโคบี้ ไบรอันท์ ทำสถิติชู้ตลูกสามแต้ม แตะหลัก 1,000 ลูกได้ไวที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA เพียง 369 เกม ทำลายสถิติตัวเองในซีซั่น 2012-13 ด้วยการชู้ต 3 แต้มลงมากสุดในหนึ่งซีซั่น 286 ลูก คว้าแชมป์ 3 แต้มในสัปดาห์ออลสตาร์เป็นครั้งแรก ทำสกอร์สูงสุดในอาชีพ 51 แต้ม และสุดท้ายคือรางวัลผู้เล่นอันทรงคุณค่า (MVP) ตัวแรกในชีวิต

แน่นอนว่าหากมองกันผิวเผิน มันก็แค่เรื่องเก่าไปใหม่มา แต่หากจะให้ลองพิจารณากันจริง ๆ แล้ว มันอาจจะพิเศษกว่านั้น เพราะมันเป็นเรื่องของการสานต่อวิถีแห่งบาสเกตบอลจากรุ่นสู่รุ่น จากคนสองคน ที่มีความคล้ายคลึงกัน ทั้งในเกมการเล่น ความคิดจิตใจ ไล่ไปถึงเส้นทางชีวิตของทั้งคู่

แนชและเคอร์รี่ เริ่มต้นชีวิตในคอลเลจด้วยการเป็นเพียงนักบาสโนเนม ที่เกือบไม่มีมหาวิทยาลัยไหนให้โอกาส แต่สุดท้ายแนชก็ได้ไปอยู่กับ Santa Clara ที่ที่เสนอการเป็นนักบาสคอลเลจให้แก่เขาเพียงที่เดียว หลังเห็นแววของแนชจากการชมวีดีโอแนะนำตัว ในขณะที่เคอร์รี่ไปลงเอยกับ Davidson มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องบาสเกตบอลถึงระดับประเทศเช่นเดียวกับแนช แต่ก็เพราะมหาลัยเหล่านี้นี่เองที่ให้ที่ทางทั้งสองได้ปล่อยของของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ ที่ที่ทำให้ทั้งสองได้ถางทางตัวเองเข้าสู่ลีกอาชีพ กรำงานหนัก พิสูจน์ตัวเอง จนกลายมาเป็นผู้เล่นอันทรงคุณค่า

“ผมไม่ค่อยรู้เรื่องราวชีวิตของเขาเท่าไหร่ จนกระทั่งเข้ามาเล่นในคอลเลจ ที่ที่คุณได้เริ่มรู้ว่าใครเป็นมายังไง เราเล่นคล้ายกัน มีทักษะคล้ายกัน และยังมีเส้นทางชีวิตที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย” เคอร์รี่กล่าวถึงแนช

Golden State Warriors v Phoenix Suns

แนชสมัยอยู่ฟีนิกซ์ ซันส์ ขณะหนีการตามประกบของเคอร์รี่เพื่อจ่ายบอลให้แก่โรบิน โลเปซในเกมพบวอร์ริเออร์เดือนกุมภาพันธ์ 2011

เคอร์รี่เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ ESPN ในปี 2013 ยอมรับว่าแนชคือนักบาสที่มีอิทธิพลต่อเขาที่สุด ทั้งเป็นนักบาสที่เขาพยายามศึกษาและโมเดลวิธีการเล่นต่าง ๆ ของแนชมาตั้งแต่สมัยยังเล่นอยู่ที่ ม.เดวิดสัน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่แนชอยู่ในช่วงท็อปฟอร์มของอาชีพ (ราวปี 2005-2010)

“ผมดูเขาหนักมากตอนผมอยู่ในคอลเลจ พยายามศึกษาจากเขามาก ๆ เพื่อจะเข้าสู่ NBA เราเหมือนกันหลายอย่าง ในเรื่องวิธีการเล่น แต่เขาคือคนที่เปลี่ยนวิธีการเล่นของพ้อยการ์ด แบบที่เคยเล่นกันมา .. ผมเลียนแบบวิธีการเล่นต่าง ๆ มาจากเขาซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ผมก็ศึกษาจากทุกคนด้วย บางอย่างที่โค้ชแจ็คสัน (มาร์ค แจ็คสัน) หรือแกรี่ เพย์ตันทำได้ผมก็ทำไม่ได้ เช่นการทำให้คนเชื่อฟัง และผมก็ไม่ได้เร็วขนาดทิม ฮาร์ดอเวย์ แต่คุณสามารถดูพวกเขาเหล่านั้นและฉกฉวยสิ่งต่าง ๆ จากพวกเขาได้ ส่วนสตีฟ วิธีการชู้ต วิธีสร้างสรรค์ในการจ่ายบอลและการใช้มือทั้งสองข้างของเขา คือสิ่งที่บันดาลใจให้ผม ให้แก่วิธีการเล่นของผมในตอนนี้” เคอร์รี่กล่าว

หลายคนที่ติดตามสตีฟ แนช คงจะรู้กันดีว่าเพราะแมจิค จอห์นสันและไอเซย์ โทมัสคือไอดอลของเขาในวัยเด็ก สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของแนชจึงหนีไม้พ้นหน้าที่ในการเล่นตำแหน่งพ้อยการ์ด ทั้งการให้ความสำคัญกับการชู้ตวงนอก การเป็นผู้นำ โดยเฉพาะการจ่ายบอล

“มันเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยอธิบายได้เลย มันแค่เป็นวิธีที่ผมใช้กับเกม เล่นกับเกม เป็นวิธีที่ผมใช้มองเกม และรู้สึกว่ามันโอเคสำหรับผม มันเป็นธรรมชาติของผมมาก ๆ มันเกิดขึ้นตั้งแต่ผมเริ่มเล่นกีฬาแล้ว ตั้งแต่เล่นบอล เล่นฮอคกี้ตอน 4-5 ขวบ มันเป็นธรรมชาติของผมมาตลอด ในการจ่ายบอลและเมคเพลย์ให้คนอื่น” แนชกล่าว

แนชจบสถิติของตัวเองไว้ที่อันดับ 3 ของสถิติตลอดกาล 10,335 แอสซิสท์ แซงหน้าไอดอลของตัวเองอย่างแมจิค จอห์นสัน แต่จำนวนก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นสตีฟ แนชเท่ากับลีลาและไหวพริบที่เขามีต่อการจ่ายบอล ซึ่งนิยามความเป็นสตีฟ แนชไว้ได้ดีที่สุด โดยแนชเริ่มโด่งดังอย่างจริงจังในสมัยที่เขากลับมาอยู่กับฟีนิกซ์ ซันส์ รอบ 2 ปี 2004 ในยุคของไมค์ ดิแอนโทนี่ โค้ชที่เน้นทิศทางของบอลและเกมบุกที่รวดเร็ว ซึ่งถูกนิยามกันในชื่อ 7 second or less และเมื่อวิธีการจ่ายบอลของแนชมาอยู่กับระบบเกมเร็ว ผลลัพธ์จึงกลายเป็นเกมบาสเกตบอลที่ดูสนุก มีชีวิตชีวาและน่าติดตาม พอจะทำให้การเล่นพ้อยการ์ดในแบบแนชรวมถึงระบบของไมค์ ดิแอนโทนี่กลายเป็นที่สนใจไปทั่วทั้งลีกในเวลานั้น

“คุณรู้ตลอด ว่าคุณจะได้รับความบันเทิงเวลาดูเขาเล่น เพราะเขามักจะมีอะไรเจ๋ง ๆ มาให้ดู” เคอร์รี่ให้สัมภาษณ์แก่ทาง CSN BAY AREA ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้ เขาเองก็เอ็นเตอร์เทนคนได้ ไม่ต่างจากที่แนชเคยทำไว้ เหมือนอย่างในคลิปนี้

การจ่ายบอลของแนชไม่ได้มีอิทธิพลแค่ต่อเพียงเคอร์รี่ เพราะมันยังส่งอิทธิพลต่อไปอย่างนักบาสคนอื่น ๆ อีกมากมายที่ศึกษาวิธีการของเขา โดยเฉพาะการพิค แอนด์ โรล ของแนช ที่สามารถใช้จู่โจมฝั่งตรงข้ามมาไม่รู้กี่พันครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือซูเปอร์สตาร์อย่างคริส พอล ที่ยอมรับว่าตนเองคือแฟนตัวยงของแนช ขนาดที่ครั้งหนึ่งต้องขอวีดีโอการพิค แอนด์ โรลของแนชจากฝ่ายวีดีโอของซันส์มาศึกษา และแน่นอนว่าผลลัพธ์ในการเล่นพิค แอนด์ โรลของเขากับเบลค กริฟฟินในวันนี้ ก็ไม่ได้ต่างจากแนชและสเตาเดอไมร์ ในวันนั้น

“ผมยังจำตอนที่คริส พอลอยู่ในแคมป์ทีมชาติสหรัฐฯ ในเวกัสได้ เขาขอวีดีโอที่ตัดต่อการพิค แอนด์ โรลของแนชมาศึกษาและขอเก็บเป็นต้นฉบับเอาไว้เลย .. ความคิดของแนชนั้นเหมือนนักยูยิตสู(ศิลปะการป้องกันตัวของญี่ปุ่น) เพราะเขามักจะเอาจุดแข็งของคู่ต่อสู้มาทำลายตัวคู่ต่อสู้เอง แนชเคยบอกว่า “หากคู่ต่อสู้พยายามจะไล่ให้เราหลุดจากตำแหน่ง จงปล่อยให้พวกเขาทำกันให้เต็มที่ เราจะได้พิค แอนด์ โรลซะเลย” มันเป็นวิธีคิดง่าย ๆ แต่ชาญฉลาด คือยอมให้ฝั่งตรงข้ามตายใจคิดว่าพวกเขากันเราได้ เพื่อรักษาไว้หนึ่งเพลย์ ทำให้เหมือนเรากำลังตกเป็นเหยื่อ เพื่อจ่ายบอลไปให้เพื่อนอีกคนหนึ่งทำแต้ม” Amin Elhassan เจ้าหน้าที่ประสานงานวีดีโอ, ทีมสเก๊าท์และผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายดำเนินงานบาสเกตบอลของฟีนิกซ์ ซันส์กล่าวถึงคริส พอลและแนช

10 สุดยอดแอสซิสท์ ตลอดการเล่น NBA ของสตีฟ แนช

สิ่งต่อมาที่แทบจะไม่ได้ด้อยไปกว่าการจ่ายบอลของแนชเลย คือการชู้ต ซึ่งสถิติสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าแนชให้ความสำคัญกับมันเพียงใด จากสถิติเปอร์เซ็นการชู้ตลูกโทษที่สถิตอยู่ในอันดับ 1 ของสถิติตลอดกาล 90.43% รวมถึงการอยู่ในคลับ 50-40-90 ถึง 4 ครั้ง (ทำได้ 6 คนในประวัติศาสตร์แต่ไม่เคยมีใครทำได้ถึง 4 ครั้ง) ก็สะท้อนให้เห็นถึงความแม่นยำ เฉียบขาดและคงเส้นคงวาในการชู้ตของแนชได้เป็นอย่างดี และหากนับรวมเอาสถิติดั่งกล่าว (เปอร์เซ็น ฟิลโกลด์-สามแต้ม-ลูกโทษ) ตลอดอาชีพของเขามาดู มันก็ไม่ได้หนีไปจากคลับนี้เท่าไหร่เลย เพราะแนชทำได้ 49-42-90

“ผมคิดว่าการเลือกช็อตเป็นเรื่องสำคัญ (shot selection) แต่สำหรับผม ผมพยายามจะฝึกชู้ตจากตำแหน่งต่าง ๆ ในสนาม และหาวิธีที่จะทำสกอร์ให้ได้จากตำแหน่งนั้น ๆ หลายช็อตของผมมาจากการเลี้ยงบอลเข้าไปชู้ต (shooting off the dribble) ในบริเวณที่ผมสามารถสร้างพื้นที่ เวลา และมุมชู้ตได้ หลายช็อตใช้การเฟดอเวย์ ใช้การวิ่งเข้าไปเลย์อัพหรือเทียร์ดร็อปส์ ซึ่งผมพยายามจะฝึกฝนสิ่งเหล่านี้มาก ๆ ฉะนั้นการซ้อมเลยกลายเป็นธรรมชาติของผมอีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่ากุญแจที่ทำให้เราชู้ตได้ดีก็คือการซ้อม” แนชกล่าว

“เขาเป็นหนึ่งในคลับ 50-40-90 ซึ่งสำหรับคนเป็นพ้อยการ์ดมันยากนะครับที่จะทำอย่างนั้นได้ เพราะคุณมีหน้าที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมอยู่ในจังหวะ ทำให้เพื่อนมีพื้นที่ ต้องเลือกให้ดีที่สุดว่าจะชู้ตหรือจ่าย” เคอร์รี่กล่าว

ส่วนสิ่งสุดท้ายที่นิยามความเป็นแนชและทำให้ไม่ว่าเพื่อนร่วมทีมคนไหนต่างตกหลุมรักเขา ก็คือเรื่องของความเป็นผู้นำและบุคลิกส่วนตัว เพราะโดยบุคลิก แนชคือคนที่สนุกสนานมีอารมณ์ขัน ซึ่งมันก็สะท้อนออกมาผ่านทางวิธีการจ่ายบอลที่สนุกสนานของเขาในเวลาเดียวกัน และบุคลิกดังกล่าวนี่เองที่ทำให้เขามีเสน่ห์ต่อคนรอบข้างและทำให้เขาเข้ากับใครได้ง่าย ยิ่งด้วยประสบการณ์ในการแข่งขันและตำแหน่งที่แนชเล่น ยิ่งทำให้เขาสามารถเชื่อมโยงกับทุกคนในทีมได้ไม่ยาก

“หากคุณเผลอทำบอลหลุดมือออก ทั้งที่เขาส่งมาให้คุณอย่างสวย เขาจะเป็นคนแรกที่ไม่มัวมาซีเรียสและเข้ามาไฮไฟว์กับคุณ เขาทำให้เรารู้สึกสบายใจและคอยฉุดรั้งเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ ซึ่งสเต็ปก็เป็นคนแบบนั้น เขาเล่นไปพร้อม ๆ กับบุคลิกอันยอดเยี่ยมของเขา” จาร์รอน คอลลินส์อดีตเพื่อนร่วมทีมของแนชที่ซันส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชของวอร์ริเออร์กล่าวถึงแนชและเคอร์รี่

การที่เคอร์รี่ได้รับอิทธิพลมาจากแนช แน่นอนว่าจุดเด่นของเขาในทุกวันนี้ย่อมไม่แตกต่างไปจากแนช ทั้งการคอนโทรลบอลและการจ่ายบอลที่หวือหวา การชู้ตบอลที่แม่นยำ และการนำทีมอย่างที่เราได้เห็นกันมาโดยตลอด

“สตีวี่เป็นคนมหัศจรรย์ สเต็ปก็เหมือนกัน แต่เขายังหนุ่มไปนิด ผมคิดว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่เขาต้องเรียนรู้ แต่เขาก็เป็นนักบาสที่อยู่ในแนวทางเดียวกับสตีฟ เขาทั้งสองคนน่ารักและคุยได้กับทุกคน .. ทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้มาจากแนชผมก็พยายามจะบอกแก่สเต็ป ” เลอันโดร บาร์โบซ่าอดีตเพื่อนร่วมทีมของแนชที่ซันส์ ซึ่งปัจจุบันเล่นอยู่กับวอร์ริเออร์กล่าวถึงแนชและเคอร์รี่

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จากอดีตจนถึงปัจจุบัน นักบาสที่ลอกแบบอย่างจากรุ่นพี่ ร้อยทั้งร้อยยังไงก็ไม่มีทางเหมือนไปซะทุกระเบียดนิ้ว ทุกคนต่างเลียนแบบเพื่อเรียนรู้และคลี่คลายไปตามวิถีทางของตัวเองได้ในที่สุด หากเปรียบเป็นวงดนตรีก็เหมือน จาก Travis ที่คลี่คลายมาเป็น Coldplay ในยุคต่อมา เช่นเดียวกับเคอร์รี่สิ่งที่ทำให้เขาต่างไปจากแนช ก็คือในขณะที่แนชคือพ้อยการ์ดที่เน้น “จ่ายก่อน” เคอร์รี่กลับเป็นพ้อยการ์ดที่ “ชู้ตก่อน”

“สเต็ปคืออีกเวอร์ชั่นหนึ่งของสตีฟ พวกเขาต่างกัน สเต็ปมีความคิดเรื่องการจู่โจมมากกว่า ส่วนสตีฟจะมีความเป็นเพลย์เมคเกอร์มากกว่า แต่ทักษะของพวกเขาคล้ายกัน มีการทำงานระหว่างมือและสายตาที่ยอดเยี่ยม สามารถทำลายคุณได้ด้วยการจ่ายบอล ทั้งเป็นนักบาสที่ผสานระหว่างการเลี้ยงบอลกับการชู้ตได้แบบหาตัวจับยาก .. สตีฟเป็นพ้อยการ์ดประเภทจ่ายก่อน แต่อาจเป็นมือชู้ตที่ลังเลไปนิด มีบางครั้งที่โค้ชในฟีนิกซ์ต้องบอกให้เขาชู้ตมากขึ้นหน่อย ซึ่งนั่นคือเรื่องที่ผมไม่เคยต้องบอกสเต็ป ผมอยากให้เขาชู้ตทุกครั้งที่เขาอยู่โล่ง ๆ หรือแม้บางครั้งที่เขาจะถูกประกบอยู่ .. สเต็ปเหมือนนักฆ่าเพราะการชู้ตของเขา สเต็ปจะมองหาทางชู้ตก่อน แล้วถึงค่อยสร้างสรรค์เกมด้วยการจ่าย การเคลื่อนบอล และวางแผนให้เพื่อนร่วมทีม” สตีฟ เคอร์กล่าวเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแนชและเคอร์รี่

curry-three-710x434

เคอร์รี่ขณะชู้ตลูกสามแต้ม พาทีมตีเสมอนิวออร์ลีน เพลิแกนส์ แม้จะตามหลังอยู่ถึง 20 แต้ม ในเพลย์ออฟรอบแรก เกม 3 ปี 2015

นานมาแล้วมีรุ่นพี่ผมคนหนึ่งเคยบอกว่าหน้าที่อย่างหนึ่งของศิลปินคือการส่งผ่านแรงบันดาลให้แก่ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ไม่ว่างานศิลปะของคุณมันจะถูกตีตราว่าเลอเลิศหรือล้มเหลว แต่หากมีใครสักคนได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและงานของคุณ ทำให้เขาลุกขึ้นมาสร้างสรรค์งานศิลปะได้ต่อไป นั่นก็ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของศิลปินแล้ว เพราะอย่างน้อยคุณได้สร้างศิลปินขึ้นมาสานต่อลมหายใจของศิลปะ ทำให้ศิลปะยังคงอยู่เป็นวัฏจักรที่ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ

สตีฟ แนชถูกสื่อหลายสำนักเปรียบเปรยวิธีการเล่นของเขามาเสมอ ว่าราวกับศิลปินที่กำลังสร้างงานศิลปะ ซึ่งแน่นอนว่าความสวยงามที่เราเคยได้เห็นแนชโชว์มันในสนาม คงบอกได้ชัดเจนว่าแนชไม่ต่างไปจากศิลปินในโลกของบาสเกตบอล และหากศิลปินมีหน้าที่ส่งผ่านแรงบันดาลใจอย่างที่ผมกล่าวไว้จริง แนชก็ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเขาได้ทำหน้าที่นั่นอย่างสมบูรณ์ แม้จะไม่เคยได้รับโอกาสสวมแหวนใด ๆ เลยก็ตาม

เคอร์รี่ทวิตถึงแนช หลังแนชประกาศอำลาวงการบาสเกตบอล NBA

 

3 พฤษภาคม 2558

ไฮเซนเบิร์ก @Heisenbergball

Rhythm & Ball – Facebook

 

ข้อมูลอ้างอิง

Son of Steve: Why Curry is the next Nash – Golden State …

Kerr likens Stephen Curry to Steve Nash – San Jose Mercury …

Curry, Nash ‘had similar skill sets and kind of took similar …

Stephen Curry Congratulates Steve Nash on Retirement

Stephen Curry’s killer instinct – ESPN.com

The overflowing legacy of Steve Nash – Sports Illustrated

Learning from Steve Nash was a great education – NBA

The Art of Playing Point Guard | THE OFFICIAL SITE OF …

Advertisements