Germany

กีฬาฟุตบอลมีส่วนคล้ายกับการทำสงครามอยู่ในหลายส่วน ทั้งการแข่งขันระหว่างสองทีมที่มีเทคนิคการเล่นแตกต่างกัน ต่อสู้กันบนสนามด้วยทักษะความสามารถเพื่อวัดผลแพ้-ชนะให้เห็นชัดเจน ทีมฟุตบอลหนึ่งทีมไม่ได้มีเพียงแค่ผู้เล่น 11 คนบนสนาม หากแต่เป็นตัวแทนนักรบจากกลุ่มคนมหาศาลที่คอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง  ผู้จัดการทีม,สต๊าฟ,กองเชียร์ ล้วนเป็นองค์ประกอบหลักที่สร้างทีมฟุตบอลขึ้นมาทั้งในระดับทีมชาติหรือสโมสร การรวมตัวของคนจำนวนมากที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ได้สร้างความรู้สึกของการมีพวกพ้อง สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผ่านการเชียร์ทีมฟุตบอลของตนเอง สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกคนที่ไม่ใช่พวกของตนออกจากกลุ่ม กีฬาฟุตบอลกลายเป็นเครื่องมือการทำสงครามของมนุษย์ผ่านบริบทแวดล้อมที่หลากหลาย

ในปี ค.ศ. 1935 การแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมชาติเยอรมันกับทีมชาติอังกฤษ ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ในการแพร่กระจายอำนาจให้กับพรรคนาซี การแข่งขันจัดขึ้นที่สนาม White Hart Lane กรุง London ประเทศอังกฤษ ก่อนการแข่งขันรัฐบาลอังกฤษได้รับเสียงต่อต้านจากแรงงานชาวอังกฤษและชาวยิวเป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ตั้งของสนามในย่าน Tottenham ในแถบตอนเหนือของกรุง London  เป็นที่รู้กันว่าเป็นถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวยิวที่อพยพมาอยู่ในประเทศอังกฤษ การจัดการแข่งขันในนัดนี้จึงถือเป็นการคุกคามและข่มขู่ของพรรคนาซีต่อชาวยิวอย่างแท้จริง

ทีมชาติเยอรมันทำสัญลักษณ์”สวัสดิกะ”เคารพผู้นำฮิตเลอร์ก่อนเริ่มการแข่งขัน โดยมีธงของพรรคนาซีแขวนอยู่บนสนาม White Hart Lane ถึงแม้ว่าการแข่งขันจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทีมชาติเยอรมันไปด้วยสกอร์ 3-0 แต่ทีมชาติเยอรมันและฮิตเลอร์ก็ประสบความสำเร็จในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านการแข่งขันฟุตบอลนัดนี้

จากเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง ฟุตบอลยังกลายเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ ในปี ค.ศ. 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก การแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างทีมชาติฮอนดูรัสกับเอล ซัลวาดอร์ เต็มไปด้วยความตึงเครียดจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่สะสมมายาวนาน ชาวฮอนดูรัสไม่พอใจที่ชาวซัลวาดอร์อพยพเข้ามาในประเทศ บวกกับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลฮอนดูรัสที่กระตุ้นให้ประชาชนกำจัดชาวซัลวาดอร์ให้หมดสิ้น การแข่งขันฟุตบอลระหว่างทั้งสองชาติจึงไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างความขัดแย้งจนนำไปสู่สงครามในที่สุด

จากเกมการแข่งขันทั้ง 2 นัดที่จบด้วยการผลัดกันแพ้-ชนะ (ฮอนดูรัสชนะ 1-0,เอล ซัลวาดอร์ ชนะ 3-0) บรรยากาศเริ่มตึงเครียดก่อนถึงนัดชิงที่ 3 ที่ทั้งสองประเทศโคจรมาพบกัน เมื่อรัฐบาลซัลวาดอร์ประกาศยุติความสัมพันธ์ทางการทูตกับฮอนดูรัส รัฐบาลฮอนดูรัสประกาศตอบโต้ด้วยการปล่อยให้ประชาชนกระทำความผิดกับชาวซัลวาดอร์ได้อย่างเสรี  บรรยากาศการแข่งขันในนัดนั้นจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชังจากกองเชียร์ทั้งสองฝั่ง และภายหลังจากเกมการแข่งขันจบลง สงครามระหว่างทั้งสองประเทศก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ข่าวการแข่งขันระหว่างงทีมชาติฮอนดูรัสกับเอล ซัลวาดอร์

football-war

ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติยังคงเป็นปัญหาสำคัญของกีฬาฟุตบอลในปัจจุบัน ในเกมการแข่งขันนัดชิงฟุตบอลโลกปี 2006 ระหว่างทีมชาติฝรั่งเศสและอิตาลี Zinedine Zidane ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามเนื่องจากเอาหัวกระแทก Marco Materazzi  ที่ยั่วยุอารมณ์ด้วยการเหยียดเชื้อชาติของเขา 22 กรกฎาคม 2012 แฟนทีม Tottenham Hotspur ถูกแทงด้วยมีดจากแฟนบอลชาวอิตาลี หลังเกมการแข่งขันฟุตบอลกับ Lazio โดยมีสาเหตุมาจากเสียงตะโกนเหยียดเชื้อชาติยิว  วันที่ 3 มกราคม 2013  Kevin-Prince Boateng กัปตันทีม AC Milan เตะบอลใส่ผู้ชมและถอดเสื้อเดินออกจากสนามพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมและสต๊าฟโค้ซ หลังจากถูกเสียงตะโกนเหยียดผิวจากกองเชียร์ในเกมการแข่งกระชับมิตรกับทีม Pro Patria

Zinedine Zidane เอาหัวกระแทก Marco Materazzi

Zinedine-Zidane-001

แหล่งที่มา :http://www.theguardian.com/football/2010/mar/01/zinedine-zidane-marco-materazzi-headbutt

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เสน่ห์ของกีฬาฟุตบอลถูกทำลายด้วยมนุษย์บางกลุ่มที่ใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือในการทำร้ายกันเองผ่านบริบทความแตกต่างของเชื้อชาติและศาสนา จากสถิติของ UEFA (สมาคมฟุตบอลยุโรป) ปัญหาเหยียดเชื้อชาติในฟุตบอลยุโรปช่วง 10 ปีหลังมีมากกว่า 120 คดี ส่งผลให้ UEFA ต้องร่างกฎระเบียบใหม่ในการลงโทษผู้ที่ทำผิดให้เข้มงวดขึ้น โทษร้ายแรงที่สุดคือกองเชียร์ของสโมสรใดกระทำความผิด สโมสรนั้นจะถูกสั่งปิดสนามถาวรพร้อมกับเสียค่าปรับจำนวน 50,000 ยูโร (ประมาณ 2 ล้านบาท) กฎระเบียบนี้เริ่มใช้ในฟุตบอลยุโรปตั้งแต่ฤดูกาล 2013/2014 เป็นต้นไป

การเริ่มต้นร่างกฎระเบียบของ UEFA ได้ส่งผลไปยัง FIFA (สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ) ให้เริ่มต้นใช้กฎระเบียบลงโทษที่เข้มงวดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลทั่วโลก ไม่ว่ากฎระเบียบที่ร่างไว้จะสามารถแก้ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติได้หรือไม่ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างการรับรู้ไปยังนักเตะและกองเชียร์ทั่วโลกว่า

กีฬาฟุตบอลไม่ใช่เครื่องมือในการทำสงครามของใครทั้งสิ้น

บทความโดย โกษม โกยทอง
https://www.facebook.com/rhythmball

ข้อมูลอ้างอิง

Latin America: The Football War

FIGC to probe Boateng racism

White Hart Lane 1935: The Rumbling Storm

England v Germany: a rivalry of two halve

UEFA.org

แหล่งที่มาภาพ : http://timescolumns.typepad.com/stothard/2013/10/four-four-jew.html

Advertisements