04

จะไม่มีเรื่องการเมือง ความเชื่อทางศาสนา การเหยียดเชื้อชาติและโฆษณาชวนเชื่อในกีฬาโอลิมปิก

แนวคิดดังกล่าวปรากฏอยู่ในกฎบัตรของคณะกรรมการโอลิมปิก ที่ต้องการให้โอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาที่เชื่อมต่อผู้คนต่างเชื้อชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และจะช่วยสร้างมิตรภาพให้คนบนโลกอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข

นั้นคือสิ่งที่คิดไว้

ความเป็นจริงแล้วการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกลับกลายเป็นสื่อกลางที่ผู้นำประเทศใช้แสดงอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคสงครามเย็นที่ประเทศต่างๆต่อสู้กันด้วยอุดมการณ์ โฆษณาชวนเชื่อ วัฒนธรรม และในอดีตที่ผ่านมามีเหตุการณ์ทางการเมืองในโอลิมปิกเกิดขึ้นมากมายหลายครั้ง ในบทความชิ้นนี้จะขอยกตัวอย่าง 3 ประเทศคู่ขัดแย้งที่มีปัญหาในกีฬาโอลิมปิก ดังนี้

โลโก้กีฬาโอลิมปิก

Olympic_rings_without_rims.svg

สหรัฐอเมริกา – สหภาพโซเวียต

2 ประเทศมหาอำนาจในยุคสงครามเย็นที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน ฝ่ายสหรัฐยึดถือแนวคิดเสรีประชาธิปไตย โซเวียตยึดมั่นแนวคิดคอมมิวนิสต์ ทั้ง 2 ประเทศต่างแข่งขันกันด้วยอุดมการณ์ผ่านโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อต่างๆ โดยมุ่งหวังที่จะเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองให้ประเทศอื่นเข้าร่วมกับฝ่ายของตน

ความขัดแย้งในกีฬาโอลิมปิกของทั้ง 2 ประเทศ เริ่มต้นในปี 1980 ปีที่สหภาพโซเวียตได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ แต่ทว่าสหรัฐตัดสินใจไม่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน แถมยังชักชวนประเทศอื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกันร่วมกันคว่ำบาตรการแข่งครั้งนี้ เพื่อต่อต้านที่โซเวียตส่งทหารเข้าไปทำสงครามในอัฟกานิสถาน  การคว่ำบาตรของสหรัฐนับเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ใช้โจมตีฝ่ายโซเวียต ด้วยวิธีการสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายของตน พร้อมทั้งผลักดันโซเวียตและแนวคิดคอมมิวนิสต์ให้กลายเป็นผู้ร้ายของโลก

โอลิมปิกปี 1980 ที่มอสโคว์ สหภาพโซเวียต

1980_logo

แหล่งที่มา http://www.currybet.net/cbet_blog/2008/08/a-brief-history-of-olympic-dis-8.php

4 ปีต่อมา สหรัฐเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกที่เมืองลอสแอนเจลิสในปี 1984 โซเวียตและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์เช่น คิวบา เยอรมันตะวันออก จึงได้โอกาสโต้กลับด้วยการคว่ำบาตรไม่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันที่สหรัฐ  บรรยากาศการเมืองทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่ความตึงเครียดเต็มรูปแบบ จนกระทั่งในปี 1986 เทด เทอร์เนอร์ มหาเศรษฐีชาวสหรัฐ จึงจัดการแข่งขันกีฬา Goodwill Games ที่เมืองมอสโคว์ โดยมุ่งหวังให้การแข่งขันกีฬามีไว้เพื่อสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง ซึ่ง Goodwill Games จะมีการจัดการแข่งขันทุก 4 ปีเหมือนกับโอลิมปิก แต่หลังจากหมดยุคสงครามเย็นแล้วก็ยกเลิกการจัดไปในปี 2001 (อ่านเรื่องราวกีฬา Goodwill Games เพิ่มเติมได้ที่ http://www.oknation.net/blog/russky/2012/07/05/entry-2)

โลโก้กีฬา Goodwill Games

imagesแหล่งที่มา http://georgiainfo.galileo.usg.edu/thisday/gahistory/07/05/first-goodwill-games

เยอรมันตะวันออก – เยอรมันตะวันตก

ความพ่ายแพ้ของพรรคนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เยอรมันถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งเยอรมันตะวันตก หรือสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Federal Republic of Germany) ถูกควบคุมโดยฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐ  ส่วนเยอรมันตะวันออก หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (German Democratic Republic: GDR) ถูกควบคุมโดยสหภาพโซเวียต ความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศจึงเป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองเช่นเดียวกับสหรัฐและโซเวียต

ความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้แต่ละฝ่ายไม่ต้องการจะส่งนักกีฬาเข้าร่วมอยู่ทีมเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเรียกร้องให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (International Olympic Committee) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจสูงสุดของโอลิมปิก ให้การรับรองและแบ่งแยกเยอรมันเป็น 2 ทีม  เพราะการที่มีทีมกีฬาในโอลิมปิก เปรียบได้กับการประกาศตัวตนของชาติและอุดมการณ์ทางการเมืองให้โลกได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมันตะวันตกกับอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย หรือเยอรมันตะวันออกกับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ซึ่งทั้ง 2 เยอรมันต้องผ่านการเจรจาต่อรองนานกว่า 19 ปี กว่าที่คณะกรรมการจะอนุญาตให้เยอรมันตะวันออกและตะวันตกสามารถแยกกันอยู่คนละทีมได้ในโอลิมปิกปี 1968

จีน – ไต้หวัน

ปัญหาระหว่างจีนกับไต้หวันนั้นได้ฝังรากลึกมายาวนาน แม้ว่าไต้หวันได้แยกตัวออกมาจากจีนนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 แต่จีนก็ยังไม่ลดละความพยายามในการดึงเอาไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีน อิทธิพลและอำนาจของจีนทำให้ไต้หวันไม่ได้การยอมรับจากองค์การสหประชาชาติให้เป็นประเทศเอกราช รวมถึงการยอมรับจากประเทศต่างๆที่ถูกจีนขู่ไว้ว่าจะไม่สร้างสัมพันธ์การทูตกับประเทศที่ให้การรับรองไต้หวัน

ในโอลิมปิก จีนและไต้หวันไม่ต้องการให้อีกฝั่งเข้าร่วมในการแข่งขันกีฬา  เพราะต้องการให้ทั่วโลกยอมรับความเป็น “จีน” เพียงหนึ่งเดียว เพราะไต้หวันใช้ชื่อในการแข่งขันด้วยชื่อทางการว่า “สาธารณรัฐจีน” ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่มีชื่อเต็มว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ในโอลิมปิกปี 1952 ที่เมืองเฮลซิงกิ (Helsinki) ไต้หวันไม่ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขัน เพราะไม่พอใจที่คณะกรรมการอนุญาตให้จีนเข้าร่วม เช่นเดียวกันกับโอลิมปิกปี 1954 ที่เมืองเมลเบิร์น (Melbourne) จีนคว่ำบาตรการแข่งขัน เนื่องจากไม่พอใจที่ไต้หวันยังเป็นสมาชิกของโอลิมปิก

แรงกดดันจากจีนที่กำลังจะก้าวมาเป็นประเทศมหาอำนาจ ทำให้ไต้หวันต้องยกเลิกการใช้ชื่อสาธารณรัฐจีน  ทำให้ไต้หวันไม่พอใจและคว่ำบาตรโอลิมปิกตั้งแต่ปี 1976 ที่เมืองมอนทรีออล (Montreal) และรอจนกระทั่งโอลิมปิกในปี 1984 ถึงจะยอมกลับมาเข้าร่วมการแข่งอีกครั้งในชื่อว่า “จีนไทเป”

จากเรื่องราวของ 3 ประเทศคู่ขัดแย้งในยุคสงครามเย็น แสดงให้เห็นถึงปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากในการแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน การโฆษณาชวนเชื่อของประเทศมหาอำนาจ และการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองด้วยการคว่ำบาตรการแข่งขัน  ทำให้เป้าหมายของคณะกรรมการโอลิมปิกที่ต้องการจัดการแข่งกีฬาเพื่อสร้างมิตรภาพและปราศจากเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง

กลายเป็นแค่ความฝันเท่านั้น

บทความโดย โกษม โกยทอง
https://www.facebook.com/rhythmball

ข้อมูลอ้างอิง

The Cold War and the Olympic Movement

Politics and the Olympics

ครบ 25 ปี กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย สิ้นสุดการแบ่งแยกคนชาติเดียวกัน

Goodwill Games โอลิมปิกยุคสงครามเย็น

แหล่งที่มาภาพ The 1980 Olympic boycott revisited

Advertisements