dean-smith

ช่วงเดือนที่ผ่านมาถือว่าวงการบาสเกตบอลอเมริกัน ได้สูญเสียตำนานในวงการไปหลาย คน ทั้ง Jerome Kersey ฟอร์เวิร์ดตัวตำนานของพอร์ทแลนด์ เทรลเบเซอร์ Earl Lloyd นักบาสคนดำคนแรกของ NBA (นับตามวันแรกที่ลงแข่ง) และล่าสุดก็  Anthony Mason ฟอร์เวิร์ดตัวดุของนิวยอร์ก นิคส์ อดีตสำรองยอดเยี่ยมปี 1995 แต่ที่นับว่าเป็นที่กล่าวถึงกันในวงกว้างคงหนีไม่พ้น ดีน สมิท (Dean Smith) ชายที่เป็นทั้งโค้ช ทั้งครู และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน คนที่ทำให้ทุกวันนี้หากกล่าวถึงชื่อมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ในวงการบาสเกตบอลคงไม่มีมีใครปฏิเสธความยิ่งใหญ่ของมหาลัยแห่งนี้ได้ และแน่นอนว่าเขาคือผู้กรุยทางให้แก่นักบาสที่ต่อมาจะกลายเป็นตำนานให้แก่โลกบาสเกตบอลอย่างไมเคิล จอร์แดน

ยอมรับว่าผมไม่ถึงกับเป็นแฟนพันธุ์แท้ของบาสระดับมหาลัยในอเมริกา เพราะไม่ได้เติบโตหรือร่ำเรียนในมหาลัยใดในอเมริกามาก่อน จะให้อินก็คงยาก แต่ก็พอรู้ความเป็นไป ระบบการแข่งขัน นักบาสที่น่าจับตามองในแต่ละปีอยู่บ้าง เหมือนที่คนอื่นๆรู้กัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษกับบาสในระดับมหาลัยของอเมริกาหรือที่เรียกกันว่าบาสคอลเลจอยู่เสมอก็คือ

1. บาสคอลเลจมักจะเป็นต้นกำเนิดของหลายสิ่งหลายอย่างในกีฬาบาสเกตบอล ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นแผนบุกที่หลายๆคนพอจะรู้จักกันอย่าง ไทรแองเกิล ออฟเฟนซ์ (โดยโค้ช Sam Barry จาก University of Southern California) กับ พรินซ์ตัน ออฟเฟนซ์ (โดยโค้ช Pete Carril จาก Princeton University ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้นแต่ Pete Carril ใช้ได้ประสบความสำเร็จที่สุด) ซึ่งก็เป็นแผนที่เกิดขึ้นในบาสระดับมหาลัย และที่ง่ายไปกว่านั้นก็คือกีฬาบาสเกตบอลเอง ก็เกิดขึ้นในระดับมหาลัยก่อนระดับอาชีพ จากการคิดค้น ทดลองและบุกเบิกของ ดร. เจมส์ ไนสมิท (Springfield College, University of Kansas) ไหนจะทริกเพลย์ต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้แม้แต่โค้ช 5 แชมป์อย่างเกร็ก โพโพวิชยังต้องคอยมาศึกษา โดยเมื่อปีที่แล้วโค้ชป็อปก็เพิ่งตบเท้าเข้าชมเกม NCAA Tournament โดยโค้ชป็อปให้ความเห็นว่าการชมบาสคอลเลจนั่นมักจะมีสิ่งที่พิเศษอยู่เสมอ ซึ่งไม่ใช่แค่การเล่น แต่บางครั้งยังเกี่ยวกับการสับเปลี่ยนผู้เล่น เกี่ยวกับการบริหารทีมบริหารเกมของโค้ช เพื่อใช้ในเกมรับ เป็นต้น

2. สิ่งที่พิเศษต่อมาคือเหล่าบรรดานักบาสหนุ่มๆ นั่นเอง เพราะด้วยความที่บาสคอลเลจมีความเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง กันอยู่มาก ทำให้มิตรภาพความผูกพัน การสู้เพื่อกันและกันกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าเงิน ซึ่งทำให้เกมของบาสคอลเลจมีทั้งเรื่องราวเบื้องหลังและความเข้มข้นไม่น้อยไปกว่าระดับอาชีพ

น้อยมากที่เราจะพูดได้เต็มปากว่านักบาสคนนี้ คือนักบาสของทีมไหนใน NBA ตราบใดที่ยังมีการโยกย้าย แลกเปลี่ยนตัว แต่สำหรับบาสคอลเลจ หากนักบาสคนนั้นเล่นมาจากมหาลัยไหน เขาก็จะถูกเรียกว่ามาจากมหาลัยนั้นและเป็นนักบาสทีมนั้นไปตลอด เหมือนอย่างที่จอร์แดนเคยบอกไว้ ว่าหากให้เลือกเล่นให้ทีมไหนแล้วมีความสุขที่สุดระหว่าง Tar Heels (นอร์ทแคโรไลนา) กับ ชิคาโก้ คำตอบของจอร์แดนคือ Tar Heels โดยจอร์แดนให้เหตุผลว่าเพราะที่นี้คือที่ที่สร้างเขาให้เป็นนักบาสเกตบอลโดยแท้จริง เป็นที่ที่เขามีความหลังและรู้สึกประทับใจที่สุด ยิ่งถ้าให้เลือกระหว่างฟิล แจ็คสันกับดีน สมิท จอร์แดนตอบได้อย่างง่ายดายว่าคือสมิท เพราะเขาคือคนที่สอนให้จอร์แดนรู้จักบาสเกตบอลอย่างแท้จริง ฟิล แจ็คสันแค่โชคดีที่ได้เขาต่อจากดีน สมิท หลังจากที่สมทิสอนทุกอย่างให้หมดแล้ว หรือทุกวันนี้ให้ลองไปถามนักบาสใน NBA ที่เล่นในระดับคอลเลจมา ร้อยทั้งร้อยคงต้องบอกว่าเขาคือนักบาสของมหาลัยนั้น ๆ มากกว่าจะพูดถึงชื่อเฟรนไชส์ที่เล่นอยู่

3. เรื่องสุดท้ายคงหนีไม่พ้นโค้ช ความพิเศษของโค้ชในบาสคอลเลจ คือพวกเขาเหล่านี้มักจะอยู่กับทีมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเวลาที่ยาวนานนี้เองที่ทำให้พวกเขาสร้างสิ่งต่างๆไว้มากมาย ทั้งวัฒนธรรมภายในทีม ระบบการเล่น เทคนิควิธีการใหม่ๆ และแน่นอนว่าโค้ชเหล่านี้ล้วนได้สร้าง นักบาสชั้นเลิศให้แก่วงการบาสเกตบอลอาชีพในอเมริกา

แต่สำหรับโค้ชอย่างดีน สมิทสิ่งที่เขาสร้างนั้นไปได้ไกลกว่าโค้ชหลายๆคนที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมดีน สมิท ถึงได้รับการกล่าวสรรเสริฐหลังจากไปในวงกว้าง

 

ในฐานะโค้ช

720x405-53033924

ภาพจอร์แดนขณะฟังสมิทอย่างตั้งใจสมัยที่ยังเล่นให้นอร์ทแคโรไลน่า

สถิติชนะ 879-254 เกม (77%) แชมป์ NCAA 2 สมัย เข้ารอบไฟนอลโฟร์ 11 ครั้ง และรับรางวัลโค้ชคอลเลจยอดเยี่ยมถึง 4 ครั้ง คือเครื่องการันตีความสำเร็จของสมิทได้เป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นต่างหากที่ทำให้ ดีน สมิท ได้รับการยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้

“ผมคิดว่าผมไม่เคยเห็นเขาด่าว่าเด็กหรือมองข้ามเด็กคนไหนในทีมเลยซักคน ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับกลับมา คือเด็กทุกคนรักและเชื่อฟังเขา” ไมค์ คริสซิวสกี้ เฮดโค้ชของมหาลัยคู่ปรับอย่างดุ๊ค ยูนิเวอร์ซิตี้กล่าว

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากเรื่องราวชีวิตการทำงานของสมิท และเป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ลูกหาหลายๆคนของเขา มักจะกล่าวถึงสมิทอยู่เสมอ คือสมิทเป็นโค้ชที่ให้สำคัญกับความเท่าเทียม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง รักและเชื่อมั่นเด็กๆทุกคนภายในทีม ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะมีพื้นเพมากจากไหน มีความสามารถเท่าใด

“แม้ผู้เล่นจะมีพื้นเพที่แตกต่างกัน มีทัศนคติหรือความสามารถต่างกันอย่างไร แต่เขาก็ยังดูแลพวกเราด้วยวิธีการเดียวกัน เขาไม่เคยยกเด็กคนไหนเหนือกว่าคนอื่น เขามอบความรัก ความห่วงใย คำแนะนำ การศึกษาให้กับเด็กทุกคนไม่ใช่แค่ผม” ไมเคิล จอร์แดนกล่าวถึงดีน สมิท

ซึ่งการให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนนี่เอง ที่นำพาทุกคนไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ไม่มีใครคิดว่าตนนั้นดีหรือด้อยไปกว่ากัน เพราะพวกเขาต้องเชื่อกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สมิทมักจะเน้นย้ำกับลูกศิษย์อยู่เสมอ ว่าเราจะประสบความสำเร็จได้ก็เพราะคนที่อยู่รอบตัวเรา โดยสมิทได้ปลูกฝังความคิดดั่งกล่าวไว้ในเกม ผ่านการสั่งให้นักบาสของเขาทุกคนต้องชี้นิ้วไปอย่างคนที่แอสซิสท์ให้ตัวเองทุกครั้งหลังทำสกอร์ได้ ซึ่งธรรมเนียมนี้ต่อมาได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของนักบาสไม่ว่าในระดับใด ทำกันโดยทั่วไปในขณะแข่งขัน

นอกจากสมิทจะให้ความสำคัญกับเด็กทุกคนในทีมอย่างเท่าเทียมกันแล้ว แผนการเล่นของสมิทก็ยังเป็นที่รู้จักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งแผนที่วงการบาสเกตบอลในอเมริการู้จักกันดีนั้นคือแผน Four Corners ซึ่งเป็นแผนที่เกิดขึ้นก่อนยุคช็อตคล็อก 35 วินาทีในบาสคอลเลจ โดยแผนดั่งกล่าวเป็นแผนที่ถูกคิดค้นขึ้นในยุค 50 แต่สมิทสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกลายเป็นที่โด่งดัง โดยสมิทจะใช้แผนดั่งกล่าวเพื่อดึงเกมและสร้างความกดดันให้ฝั่งตรงข้าม ซึ่งแผนจะเริ่มจากการให้พ้อยการ์ด 1 คนเป็นคนคุมบอลเดินเกมในขณะที่เพื่อนอีก 4 คนจะยืนคุมอยู่ที่ 4 มุมภายในครึ่งสนาม ชะลอจังหวะให้ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามมุ่งประกบได้ช้าลง เพื่อฉวยโอกาสทำสกอร์ อีกทั้งการเล่นเกมเร็วและเกมรับที่เหนียวแน่นก็ยังเป็นจุดเด่นในสไตล์ของสมิทเช่นเดียวกัน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สมิทบอกว่าปรัชญาการทำทีมของเขานั่นง่ายๆ เพราะมันประกอบขึ้นด้วยคำแค่ 6 คำ “เล่นเต็มที่ เล่นฉลาด เล่นด้วยกัน” (play hard play smart play together)

คลิป Roy Williams (หนึ่งในลูกศิษย์ของสมิท) เฮคโค้ชคนปัจจุบันของนอร์ทแคโรไลน่าขณะสั่งลูกทีมเล่นแผน Four Corners เพื่อรำลึกถึงสมิท

ทุกวันนี้หากจะมองหาผลผลิตของ ดีน สมิท ใน NBA คงต้องบอกว่าเขาได้สร้างบุคลากรที่มีความสามารถไว้เต็มวงการ ไล่ไปตั้งแต่ระดับโค้ชและผู้จัดการอย่าง Larry Brown, George Karl, Donnie Walsh และ Mitch Kupchak ซึ่งทั้ง 4 คนนี้ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาได้รับอิทธิพลทางความคิดและสไตล์มาจากสมิทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และบุคลากรที่เป็นผลผลิตจากทั้ง 4 คนนี้ก็ยังสามารถแตกกิ่งก้านสาขาออกไปได้อีกมากมายภายใน NBA ส่วนทางด้านผู้เล่นทุกวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธชื่อนักบาสอย่าง James Worthy, Kenny Smith, Vince Carter, Rasheed Wallace,  Antawn Jamison, Jerry Stackhouse ฯลฯ และที่สำคัญ ไมเคิล จอร์แดน

“นอกเหนือจากพ่อแม่แล้ว ไม่มีใครมีอิทธิพลกับผมมากไปกว่าโค้ชสมิท เขาเป็นมากกว่าโค้ช เขาเป็นทั้งพี่เลี้ยง เป็นทั้งครู ทั้งพ่อคนที่สอง โค้ชอยู่กับผมเสมอไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมต้องการเขา นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมรักเขา ทุกครั้งที่เขาสอนผมเกี่ยวกับเกมบาสเกตบอล เขาได้สอนผมเรื่องชีวิตไปด้วย ผมขอส่งใจไปถึง Linnea (ภรรยาสมิท) และลูกๆของพวกเขา เราได้เสียชายผู้ยิ่งใหญ่ ชายผู้ทรงอิทธิพลต่อนักบาส ต่อทีมงานของเขา รวมถึงครอบครัวนอร์ทแคโรไลน่าทุกคน” ไมเคิล จอร์แดนให้คำแถลงต่อการจากไปของดีน สมิท

ในช่วง 32 วินาทีสุดท้ายของนัดชิงชนะเลิศบาสเกตบอล NCAA ปี 1982 ระหว่างนอร์ทแคโรไลน่ากับจอร์จทาวน์ นอร์ทแคโรไลน่ามีคะแนนตามจอร์จทาวน์อยู่ 61-62 และได้เป็นฝ่ายบุก แน่นอนว่าสมิทขอเวลานอกเพื่อวางแผนทำสกอร์ โดยสมิทเลือกที่จะเล่นเกมบุกแบบ 2 โซน และตัวเลือกแรกที่จะเป็นคนทำสกอร์ของทีมในตอนนั้น คงหนีไม่พ้นมือหนึ่งของทีมอย่างเจมส์ เวิร์ทธี แม้สมิทจะรู้แน่ชัดว่าเวิร์ทธีจะถูกจอร์จทาวน์ซึ่งมีแพทริค อีวิงยืนค้ำและป้องกันอย่างแน่นหนา ซึ่งนั่นคือนาทีที่ทำให้สมิทตัดสินใจหันไปหาการ์ดมือสองอย่างจอร์แดน ดาวรุ่งจากระดับไฮสคูล ที่ ณ ตอนนั้นสมิทบอกว่าจอร์แดนเป็นเด็กที่ตั้งใจฟังโค้ชมากและทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พอจะทำให้เขาบอกกับจอร์แดนด้วยประโยคสั้นๆว่า “ถ้าบอลมาที่เรา ชู้ตให้ลง” ซึ่งเหตุการณ์ก็ไม่ได้ต่างไปจากที่สมิทคาดการณ์ เพราะสุดท้ายแล้วเวิร์ทธีและโซนของเขาถูกปิดตาย ในขณะที่เด็กปีหนึ่งอย่างจอร์แดนกลับยืนว่างอยู่ในโซนตัวเอง Jimmy Black การ์ดของทีมจึงตัดสินใจส่งบอลย้ายโซนถึงจอร์แดน แล้วคำสั่งที่สมิทบอกกับจอร์แดนก็สำแดงเดช เมื่อจอร์แดนจับบอลชู้ตลงห่วงในอีก 15 วินาทีก่อนจะหมดเวลา นอร์ทแคโรไลน่านำจอร์จทาวน์ 63-62 ทำให้จอร์จทาวน์ต้องโต้กลับด้วยความลนลานจนเผลอปล่อยบอลเข้ามือเวิร์ทธี เวิร์ทธีจึงเลี้ยงบอลข้ามฟากดึงเวลาจนกรรมการเป่าจบเกม นอร์ทแคโรไลน่าจึงเป็นฝ่ายเอาชนะจอร์จทาวน์ด้วยช็อตสุดท้ายของไมเคิล จอร์แดน ช็อตเปลี่ยนชีวิต ช็อตที่ทำให้จอร์แดนกลายเป็นที่สนใจในชั่วข้ามคืน ช็อตที่มาจากคำพูดสั้นๆของสมิท และทำให้อีก 2 ปีต่อมา สมิทก็บอกกับจอร์แดนว่าถึงเวลาแล้วที่จอร์แดนจะคว้าโอกาสที่เหมาะสมและดีที่สุดของเขา เพื่อก้าวเข้าสู่ NBA แม้จอร์แดนจะยังเป็นเรี่ยวแรงให้แก่ทีมของสมิทต่อไปได้อีกก็ตาม

คลิปจอร์แดนในวันที่ชู้ตลูกชนะจอร์จทาวน์ในนัดชิง NCAA ปี 1982

อิทธิพลของสมิทยังทรงผลต่อความคิดความเชื่อของไมเคิล จอร์แดน ในเรื่องของการเล่นระดับมหาลัยก่อนเข้าสู่ระดับอาชีพ เพราะถึงแม้เด็กๆหลายๆคนหรือแม้กระทั่งตัวเขาเอง จะมีรูปร่างที่แข็งแกร่งรวมถึงทักษะความสามารถหลังออกมาจากระดับไฮสคูล แต่มหาลัยจะสอนให้เราใช้สิ่งเหล่านั้นได้ถูกทาง เหมือนที่เท็กซ์ วินเตอร์อดีตผู้ช่วยโค้ชของฟิล แจ็คสัน ชายที่สอนให้จอร์แดนได้รู้จักกับแผนไทรแองเกิล ออฟเฟนซ์ นั่นมักจะพูดเสมอว่าปัจจัยความสำเร็จของจอร์แดนจริงๆแล้วเกิดขึ้นได้ เพราะช่วงเวลา 3 ปีที่จอร์แดนได้เรียนรู้วิธีการเล่นแบบทีมมาจากดีน สมิท

“โค้ชสมิทสอนผมมากมายเกี่ยวกับเกม การเข้าสู่โปรแกรมของมหาลัย ผมถือว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผม โค้ชสอนผมให้รู้จักเกมอย่างรอบด้าน ซึ่งคุณสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับทักษะของคุณและพัฒนามันต่อไป และเมื่อใดที่คุณออกมาจากมหาลัย คุณก็จะกลายเป็นนักบาสที่สมบูรณ์แบบ ความสามารถของคุณมันจะพรั่งพร้อม คุณจะรู้ว่าจะใช้ความสามารถของคุณได้อย่างไร คุณจะรู้จักการเล่นภายใต้คอนเซ็ปท์ของทีม” จอร์แดนกล่าวก่อนหน้าจะมีกฎดราฟเฉพาะตัวมหาลัยเกิดขึ้นใน NBA

 

ในฐานะครู

North Carolina coach Dean Smith kneels in huddle with team during a timeout of game in College Park, Maryland, on March 15, 1969

สมิทขณะประชุมทีมในปี 1969

ตลอดเวลากว่า 36 ปีที่ดีน สมิทอยู่กับนอร์ทแคโรไลน่า นักบาสของเขากว่า 97% จบการศึกษา ซึ่งสถิติดั่งกล่าวถือว่ามากกว่า สถิติของนักบาสที่จบการศึกษาในทุกวันนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะด้วยความที่สมิททำงานอยู่ภายใต้สถาบันการศึกษา แน่นอนว่านอกจากความเข้าใจในเรื่องเกมบาสเกตบอลที่เขาต้องมอบให้เด็กแล้ว การศึกษาก็คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเอาจริงๆสมิทก็มองตัวเองเป็นครูมากกว่าเป็นโค้ช เพราะสมิทมักจะสอดแทรกคำสอนบางอย่างให้กับเด็กๆ เสมอทั้งในขณะแข่งขันหรือฝึกซ้อม ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งสมิทเคยสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆในทีมขณะฝึกซ้อม เรื่องความแตกต่างของการใช้คำว่า farthest กับ furthest ว่าที่เขาสั่งคำว่า farthest เพราะคำนี้มีความหมายถึงระยะไกลในแบบที่เป็นรูปธรรมมองเห็นได้ ในขณะที่คำว่า furthest นั้นมีความหมายเป็นนามธรรม

“เขาจะเช็คตลอดว่าเราเข้าห้องเรียนกันไหม การเข้าห้องเรียนถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพวกเรา เพราะสิ่งที่เราจะได้รับกลับมามันไม่ใช่แค่ใบปริญญา แต่มันคือการได้ศึกษาเรียนรู้” Brad Daugherty อดีตดราฟนัมเบอร์ 1 ในปี 1986 เจ้าของออลสตาร์ 5 สมัย ซึ่งปัจจุบันเป็นนักธุรกิจในแวดวงรถแข่งกล่าวถึงครูสมิท

นอกจากความเป็นครูที่สอดแทรกความรู้เรื่องอื่นๆ ให้แก่นักบาสของตนเองแล้ว สมิทก็ยังทำหน้าเป็นครูที่ปรึกษาให้แก่นักบาสของตนเองทุกคน ถึงขนาดที่สมิทบอกย้ำกับผู้ช่วยของเขาว่า หากมีนักบาสของเขาคนไหนต้องการคุยกับเขา ไม่ว่าเขาทำอะไรอยู่หรือสำคัญแค่ไหน ผู้ช่วยสามารถเข้ามาขัดจังหวะเพื่อแจ้งให้ทราบได้ทันที ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกศิษย์ที่ออกไปเล่นระดับอาชีพแล้ว ที่สมิทยังคงคอยให้คำปรึกษา รวมทั้งติดต่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าเขายังอยู่เคียงข้าง

“ผมไม่เคยรู้สึกอายไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไรกับเขา หากคุณเคยมีปัญหา คุณมักจะรู้สึกว่าพ่อคือคนๆคนเดียวที่คุณสามารถคุยได้ เขาอาจจะว่ากล่าวคุณ แต่เขาจะไม่มองคุณในแง่ร้าย ซึ่งโค้ชสมิทเป็นคนแบบนั้น ผมไม่เคยกังวลเลย เวลาได้คุยปัญหาของผมให้เขาฟัง นั่นคือสิ่งที่ผมจดจำได้เป็นส่วนใหญ่เกี่ยวกับโค้ชสมิท” จอร์แดนกล่าว

 

ในบทบาทนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

Dean Smith with Charlie Scott in the 1969 ACC Tournament

สมิทกับชาร์ลี สก็อตต์ในทัวนาเม้นท์ ACC ปี 1969

“เราขอยกย่องในความกล้าหาญของเขา ยกย่องที่เขากล้าจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา เขาคือคนที่ทำให้มีนักบาสทุนนักกีฬาชาวผิวดำเกิดขึ้นคนแรกในนอร์ทแคโรไลน่า ทำให้ร้านอาหารและเพื่อนบ้านในเมืองแชเปิ้ล ฮิลล์ล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งนั่นคือความเป็นดีน สมิทที่เราเห็นได้จากเขาเสมอทั้งในและนอกสนาม” ประธานาธิบดี บารัค โอบาม่ากล่าวในงานมอบ เหรียญอิสรภาพ (Presidential Medal of Freedom) แก่ดีน สมิท ในปี 2013 ซึ่งถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีจะมอบให้แก่ผู้อุทิศตนให้แก่ประเทศ โดยดีน สมิทถือเป็นโค้ชคนที่ 2 จาก 2 คนในประวัติศาสตร์วงการบาสเกตบอลคอลเลจที่ได้รับรางวัลดั่งกล่าวต่อจากจอห์น วู้ดเด้น ของ UCLA

สมิทเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ต่อต้านการเหยียดผิว โดยนายอัลเฟรด พ่อของสมิท ซึ่งเป็นโค้ชบาสเกตบอลโรงเรียน Emporia High School ในเมืองแคนซัส นั่นถือเป็นโค้ชคนแรกที่นำนักบาสชาวแอฟริกัน-อเมริกันเข้ามาเล่นในทัวนาเม้นท์การแข่งขันของแคนซัส แม้ต่อมานักบาสรายดั่งกล่าวจะถูกห้ามลงแข่ง ตามกฎของลีกในเวลานั้น

ซึ่งด้วยความที่ครอบครัวของสมิทนั้นปลูกฝังเขาในเรื่องนี้ ทำให้เมื่อสมิทได้มาเป็นโค้ชที่นอร์ทแคโรไลน่า เขาก็ดำเนินตามรอยสมิทผู้พ่อ ด้วยการดึงตัวเด็กหนุ่มผิวดำนามว่า Charlie Scott มาเป็นนักบาสให้แก่นอร์ทแคโรไลน่า ทำให้ ชาร์ลี สก็อตต์ กลายเป็นนักบาสผิวดำคนแรกในสาย Atlantic Coast Conference ที่เป็นนักบาสทุนนักกีฬา แม้จะมีเสียงต่อต้านจากแฟนๆซึ่งเป็นพวกเหยียดผิว โดยครั้งหนึ่งมีกองเชียร์ของทีมฝั่งตรงข้ามดูถูกสก็อตต์ ด้วยการเสียดสีว่าเขาคือไอ้ลิงดำบาบูน (big black baboon) เหตุการณ์ที่ทำสมิทต้องเดือดดาลอย่างไม่เคยมาก่อน และก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สก็อตต์เกิดความเลื่อมใสในตัวโค้ชของเขา

“โค้ชโกรธมากกับเรื่องนี้แต่เขากลับต้องระงับอารมณ์เอาไว้ มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่ผมได้เห็นโค้ชสมิทโกรธและอารมณ์ไม่นิ่ง มันทำผมแปลกใจ แต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจ ที่เขาคือโค้ชของผม”

สก็อตต์โลดแล่นอยู่ใน NBA ได้ 9 ปี สร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองด้วยการคว้าแชมป์กับบอสตัน เซลติกส์ในปี 1976 แถมด้วยการติดตัวออลสตาร์ถึง 3 สมัยติดต่อกัน ปัจจุบันชาร์ลี สก็อตต์ ยังคงอยู่ในแวดวงธุรกิจกีฬา

นอกจากสมิทคือคนที่พานักบาสซึ่งเป็นคนดำคนแรกเข้าสู่ เอซีซี คอนเฟอเรนซ์แล้ว ในยุค 60 สมิทยังเป็นตัวตั้งตัวตีทำให้ร้านอาหารในเมือง แชเปิ้ล ฮิลล์, นอร์ทแคโรไลน่า ซึ่งอดีตเปิดรับแต่คนขาว ให้เปิดรับคนดำเข้าร้านมาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งสมิทยังเคยช่วย ลูกศิษย์ของเขาซึ่งเป็นคนดำซื้อบ้านในหมู่บ้านคนขาวที่ แชเปิ้ล ฮิลล์ ซึ่งลูกศิษย์คนดั่งกล่าวต่อมาได้กลายเป็นนายกเทศมนตรีให้แก่เมืองนี้ และนอกเหนือจากสมิทจะทำหน้าที่ตามอุดมการณ์ของเขาแล้ว เขาก็ยังสนับสนุนลูกศิษย์ทุกคนให้มีจุดยืนในชีวิตที่มากไปกว่าบาสเกตบอล เช่นครั้งหนึ่งสมิทเคยอนุญาตให้นักบาสของเขาลาซ้อม เพื่อเข้าร่วมประท้วงเรื่องอัตราค่าจ้างแรงงาน ณ โรงอาหารของโรงเรียนได้อย่างไม่มีปัญหา

“พ่อของผมบอกว่า จงให้เกียรติในความเป็นมนุษย์ของทุกคน ความยุติธรรมในเรื่องของเชื้อชาติไม่ใช่เรื่องที่เราใช้สอนกันแค่ในบ้าน แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่เราต้องเข้าใจว่าเราต้องปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างให้เกียรติ” สมิทกล่าว

54dd81b7c2c15.image

สมิทและทีมในทัวนาเม้นท์ ACC ปี 1988

ความเท่าเทียมคือหลักคิดที่สร้างอเมริกาขึ้นมา หากมองย้อนไปในชีวิตและการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของดีน สมิท สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและกลายเป็นที่รักของผู้คนมากมาย คือสมิทเป็นคนที่เชื่อมั่นในหลักการที่สร้างประเทศนี้ สมิทเชื่อว่านักบาสของเขาทุกคนต้องได้รับความเท่าเทียม สมิทเชื่อว่าจอร์แดนมีศักยภาพไม่ต่างไปจากเวิร์ทธีในวันนั้น สมิทเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมความเสมอภาคไม่ว่าจะในมิติใดทั้งในหรือนอกสนาม ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่าโลกมีสันติภาพและความเป็นอยู่ที่ดีกว่าวันก่อนๆ เพราะยังมีคนที่เชื่อในเรื่องของความเท่าเทียมและต่อสู้มาเพื่อมันเสมอไม่ว่าจะเป็น มหาตมะ คานธี, เช กูวาร่า, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง หรือคนอื่นๆอีกมากมาย

ใครหลายคนจดจำสมิทว่าเขาคือคนที่ทำให้นอร์ทแคโรไลน่ายิ่งใหญ่ คือคนที่สร้างนักบาสระดับตำนาน แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เขาก็ยังเป็นคนที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกด้วย

23 มีนาคม 2558

ไฮเซนเบิร์ก  @Heisenbergball

 

ข้อมูลอ้างอิง

Dean Smith, Champion of College Basketball and of Racial …

15 Inspiring Stories About Dean Smith That Prove He Was …

Fowler: Michael Jordan’s kiss symbolized all Dean Smith …

One-on-One with Michael Jordan – Cigar Aficionado

Popovich watches NCAA Tournament games to find things …

ESPN.com – ESPN 25 – 49: Jordan’s shot wins title for Carolina

Dean Smith’s NBA legacy remains and will forever remain …

LOVERRO: Dean Smith life’s was about much more than …

Q&A: Michael Jordan says he’d beat LeBron in 1-on-1 in his …

Advertisements