kbpt

“ผมจำได้ว่าโคบี้บอกว่า ‘ไมเคิล จอร์แดนไม่มีทางหยุดฉันได้ ฉันไม่ได้บอกว่าฉันจะหยุดเขาได้นะ แต่เขาไม่มีทางหยุดฉันได้แน่’ ” David Lasman หนึ่งในเพื่อนร่วมทีมของโคบี้สมัยไฮสคูล ให้สัมภาษณ์กับ LA Daily News

หากจะถามถึงประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ก็คงหนีไม้พ้น ประเด็นโคบี้ ไบรอันท์ทำสถิติสกอร์ตลอดอาชีพข้ามสถิติของไมเคิล จอร์แดน ขึ้นไปอยู่ในอันดับ 3 ของสถิติตลอดกาล ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์วงการบาสเกตบอลอเมริกัน เมื่อชายผู้ที่ถูกสื่อหรือแฟนๆพยายามนำไปเปรียบเทียบ ว่าเขาคือจอร์แดนคนต่อไปมาแต่ไหนแต่ไร ได้ทำลายสถิติฮีโร่ในดวงใจของเขาเอง แม้ตัวโคบี้เองจะบอกว่าการทำลายสถิติจอร์แดนไม่มีค่าเท่าการได้แชมป์และเป็นส่วนหนึ่งของตำนานในประวัติศาสตร์ จำนวนแต้มที่ข้ามสถิติจอร์แดนไปล้วนเป็น 0 แต่การเปรียบเทียบระหว่างโคบี้กับจอร์แดนก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้ในสายตาผม ผมคงจะต้องบอกว่า โคบี้ค่อนข้างจะเทียบจอร์แดนได้ยาก ทั้งในเรื่องกายภาพ, ความแม่นยำ, เกมรับและความเป็นผู้นำ แต่หากจะเทียบให้เอนเอียงไปทางโคบี้ก็เทียบได้ เพราะกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จในอาชีพของทั้งคู่มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ ฟิล แจ็คสันและคู่หู ซึ่งในขณะที่จอร์แดนอยู่ในช่วงที่มีพิพเพ่น และ ฟิล แจ็คสันก็กำลังอยู่ในความสดใหม่ โคบี้กลับอยู่ในช่วงที่ฟิล แจ็คสันกำลังประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ ไล่มาตั้งแต่การผ่าตัดขยายหลอดเลือดตอนปี 2003 และผ่าตัดสะโพกอีกครั้งในปี 2006 และโคบี้ก็เริ่มส่อแววมีปัญหากับคู่หูอย่างแชค ในขณะที่แชคก็มีปัญหาเรื่องค่าตัวกับเลเกอร์ส  จนโคบี้ต้องเสียคู่หูแห่งยุคไปในเวลาต่อมา

หากเทียบในเรื่องของความแม่นยำจากเปอร์เซ็นฟิลโกลด์ จะเห็นได้ว่า จอร์แดนนั้นสูงกว่าที่ 49.7% ในขณะที่โคบี้อยู่ที่ 45.2% ในปัจจุบัน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าโคบี้นั้นชู้ตลูกสามแต้มมากกว่าจอร์แดน โอกาสพลาดมีสูงกว่า โอกาสที่เปอร์เซ็นฟิลโกลด์จะมีน้อยกว่าย่อมเป็นไปได้ อีกทั้งจอร์แดนนั้นเล่นมาแค่ 15 ซีซั่นและรีไทร์ไป 2 รอบ ในขณะที่โคบี้นั้นเล่นยาวมา 19 ซีซั่น (พักไป 1 ซีซั่น) นั้นหมายความว่าตัวหารเปอร์เซ็นของโคบี้จะมากกว่า ถ้าโคบี้ยิงห่วย เปอร์เซ็นจะตกเยอะกว่าเป็นเงาตามตัว และเป็นเหตุผลว่าทำไมฟิลโกลด์ของโคบี้ต้องต่ำกว่าจอร์แดนแน่นอน (ยกตัวอย่างเช่นนาย A เล่น 10 เกม ยิงดี 5 เกม เปอร์เซ็นจะอยู่ที่ 50% ส่วนนาย B ก็ยิงดี 5 เกมเหมือนกัน แต่เล่น 20 เกม เปอร์เซ็นจะกลายเป็น 25% ซึ่งน้อยกว่า)

B4rJjD3CQAAujC9

เปรียบเทียบปริมาณของลักษณะการทำคะแนนของโคบี้และจอร์แดน

ส่วนในเรื่องของความเป็นผู้นำ เรื่องนี้คงต้องมาพูดถึงสไตล์ แม้ว่าหลายๆอย่างโคบี้จะมีความคล้ายคลึงกับจอร์แดน แต่เรื่องสไตล์นั้นในสายตาผมมองว่ามันค่อนข้างต่าง เพราะในขณะที่จอร์แดนคือโชกุน แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ โคบี้กลับเป็นนินจานักฆ่าผู้โดดเดี่ยว ซึ่งแน่นอนว่ามันคือเหตุผลว่าทำไมโคบี้ถึงได้ MVP แค่ 1 ตัวในตลอดอาชีพ เพราะโคบี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ เขาไม่ใช่สไตล์ผู้นำ โคบี้เป็นผู้นำเพราะสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ และเอาจริงๆมันก็ไม่ผิดที่โคบี้จะไม่ใช่ผู้นำ เพราะโดยสัญชาตญาณ โคบี้เกิดมาเพื่อฆ่าแล้วจบงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือมาทำสกอร์ให้ดีที่สุดเพื่อให้ทีมชนะ นั่นคือเป้าที่โคบี้พยายามตั้งให้ตัวเองมาตลอดอาชีพ แต่สุดท้ายก็ต้องสับเปลี่ยนมาอยู่ในบทบาทของการนำทีม

“ผมต้องเล่นเป็นทั้งพ้อยการ์ดและชู้ตติ้งการ์ด มันทำให้ผมอิจฉาจอร์แดนเสมอที่เขามีพิพเพ่น (พ้อยฟอร์เวิร์ด) มันเป็นเรื่องที่เซ็งพอสมควร สำหรับธรรมชาติของตัวทำสกอร์ ที่ต้องรับผิดชอบถึงสองบทบาท แต่เพื่อเกมของเราเพื่อการพัฒนาของเรา ผมก็ต้องคอยรับหน้าที่พ้อยการ์ดมากขึ้น โดยเฉพาะตอน 3 แชมป์แรกกับแชค ซึ่งมันไม่ใช่ธรรมชาติของผมซักเท่าไหร่” โคบี้กล่าวกับทาง ESPN

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบกันระหว่างโคบี้กับจอร์แดนมันก็ยังคงเป็นเรื่องสนุกสนานของแฟนๆทั้งสองคน ที่จะนำมากล่าวถึงกันอีกตราบนานเท่านาน ซึ่งบางครั้งมันอาจกลายไปเป็นชนวนความขัดแย้งระดับประเทศในกระทู้พันธุ์ทิพย์ (เอาแล้วไง เดี๋ยวมึงก็โดนด่า!!) และก็เป็นรื่องที่ผมไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่ (แหมมึงเขียนมาซะยาว) เพราะหากจะพูดถึงโคบี้กับจอร์แดน สิ่งแรกที่ผมจะนึกถึงคือเรื่องของทัศนคติและจิตใจที่ส่งผ่านกันมาสู่รุ่นต่อรุ่น ไม่ใช่สถิติ จำนวนรางวัลหรือท่าทางการเคลื่อนที่ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องรองลงมา

Michael Jordan of the Chicago Bulls (L) eyes the b

เกริ่นมาซะยาวยืด คงถึงเวลามาลองอ่านบทความที่โคบี้เขียนขึ้นในชื่อ Zero (0) ต่อจากวันที่ตัวเองทำลายสถิติจอร์แดน ให้แก่เว็บไซด์ theplayerstribune.com ซึ่งเป็นสื่อที่เปิดพื้นที่ให้นักกีฬาอาชีพในสหรัฐฯ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองถึงแก่แฟนๆโดยตรง

03-2

0 นั่นคือจำนวนแต้มที่ผมทำได้ตลอดทั้งซัมเมอร์ สมัยผมเล่นที่ Sonny Hill Future League (ลีกบาสเกตบอลสำหรับเด็กนักเรียนในฟิลาเดเฟีย) ตอนผมอายุ 12  ผมทำสกอร์ไม่ได้เลย ไม่แม้แต่ชู้ตลูกโทษลง บังเอิญเลย์-อัพลง หรือชู้ตสั่วๆแต่ดันฟลุ๊คลง

พ่อของผม โจ เจลลี่บีน ไบรอันท์ (สูง 6 ฟุต 10 นิ้ว เล่นตำแหน่ง พ้อยฟอร์เวิร์ด) กับลุงของผม จอห์น ชับบี้ ค็อก (สูง 6 ฟุต 4 นิ้ว เล่นพ้อยการ์ด) ล้วนแล้วแต่เคยเป็นตำนานของฟิวเจอร์ลีก กันมาก่อน

แน่นอนผมกำลังทำให้ครอบครัวของผมต้องอับอาย!

ผมเลยมาคิดว่าบางทีผมอาจจะเลิกเล่นบาสเกตบอลแล้วหันไปโฟกัสกับการเล่นฟุตบอล แต่ ณ จุดนี้นี่เองที่ความเคารพและศรัทธาต่อ MJ มันได้ก่อตัวขึ้น เมื่อผมได้ศึกษาประวัติของ MJ และรู้ว่าเขาเคยถูกตัดออกจากทีมบาสเกตบอลประจำโรงเรียน สมัยอยู่ปีแรกในไฮสคูล ได้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร เวลาที่ต้องพบเจอความผิดหวัง ความล้มเหลว แต่เขากลับใช้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นเพื่อเพิ่มเชื้อไฟให้ตัวเอง ทำให้ตัวเองแกร่งขึ้น ไม่ยอมหยุดหรือย่อท้อ ซึ่งนั่นทำให้ผมตัดสินใจว่าผมจะต้องรับมือกับความท้าทายในแบบเดียวกันกับเขาให้ได้ ผมจะต้องแปลงความล้มเหลวของผมให้กลายเป็นเชื้อเพลิง เพื่อทำให้ไฟในการแข่งขันของผมมันลุกโชน ผมกลายเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองต่อครอบครัว แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือผมต้องพิสูจน์ตัวเองว่า “ผมทำมันได้”

และเพราะความหมกหมุ่นเหล่านั้น ผมจึงเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเกมกีฬาบาสเกตบอล, ประวัติศาสตร์, นักบาส, หลักการพื้นฐาน ไม่ได้แค่คิดแต่เพียงว่า จะไม่ให้ตัวเองแต้ม 0 อีกในซัมเมอร์ แต่ผลักดันตัวเองด้วยการนึกถึงความล้มเหลวในขณะแข่งขัน ราวกับมันกำลังจ้องจะลงทัณฑ์ผมโดยไม่รู้ตัว และเมื่อนั้นเองที่สัญชาตญาณนักฆ่าในการทำสกอร์ของผมมันได้ถือกำเนิดขึ้น

24 ปีผ่านไป ผมข้ามสถิติของชายผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผม

การทำสถิติมาถึง ณ จุดนี้ถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ มันคือสิ่งที่ผมได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้ มันทำให้ผมนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาเคอร์ฟิวของพ่อผมสมัยผมเด็กๆ เวลาที่พ่อจะส่งผมเข้าห้องไปแปลงฟัน ก่อนจะส่งผมเข้านอน ผมไม่มีทางเป็นเด็กที่ทำเป็นเดินไปห้องน้ำช้าๆ ไม่มีทางทำเป็นหายาสีฟันไม่เจอ ไม่มีทางลืมแปลงฟันทุกซี่อย่างละ 2 รอบ แปลงลิ้นอีก 3 รอบ ใช้ไหมขัดฟันจนเลือดแทบออกเหงือก ตามด้วยการใช้น้ำยาบ้วนปาก ให้ถึงขั้นแสบร้อนจนปากชา

เพราะผมจะไม่มีทางกลับไปเป็นเด็กคนเดิม เด็กที่ทำได้ 0 แต้มในวันนั้น และไม่อาจเป็นได้ดั่งชายผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเคยบันดาลใจให้ผมลุกขึ้นมาท้าทายกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ขอบคุณสำหรับความรักและแรงสนับสนุน มันช่างซาบซึ้ง แม้เจ้าวายร้ายในกายผม มันจะชอบไม่ยอมรับอยู่เสมอ

ด้วยรัก

แมมบ้า ลุย!

โคบี้ ไบรอันท์ / บรรณาธิการอำนวยการ

2411C74500000578-2874015-image-a-12_1418654086485

หลายคนจดจำสตีฟ แนชว่าเขาคือจอมแอสซิสท์, มองเรย์ อัลเลนที่การชู้ตสามแต้มหรือมองจอร์แดนว่าเขาคือที่สุดของทุกสิ่งทุกอย่างของบาสเกตบอลสมัยใหม่ แต่กับโคบี้มันเป็นเรื่องของทัศนคติและจิตใจที่น่าศึกษากว่าอะไรทั้งปวง (นี่ยังไม่พูดถึงวีรกรรมห่ามๆของโคบี้อีกมากมายที่น่าศึกษาด้วยเช่นกัน 55) โดยเฉพาะต่อการฝึกซ้อมซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง

“แม้ว่าโคบี้จะมีต้นแบบพฤติกรรมส่วนใหญ่มาจากจอร์แดนแต่เขาไปไกลกว่าจอร์แดนในเรื่องของทัศนคติต่อการฝึกซ้อม” ฟิล แจ็คสันกล่าวเปรียบเทียบโคบี้กับจอร์แดน

ใครจะไปเชื่อว่าในขณะที่มีคนอยากจะเป็นไมเคิล จอร์แดนอยู่เป็นล้าน โลกกลายเป็นยุคที่มีแต่คนอยากจะเป็นนักบาส NBA แต่เด็กวัย 12 ขวบ ที่เล่นบาสไม่เก่ง โปรไฟล์ชีวิตไม่ได้เลิศเลอ กลับกลายเป็นคนที่สามารถก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับไมเคิล จอร์แดน ถีบตัวเองในวันที่ทำสกอร์ได้แค่ 0 แต้ม สู่สกอร์ 3 หมื่นกว่าแต้มในลีกบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยทั้งหมดทั้งมวลที่เด็กคนนี้เริ่ม เกิดขึ้นเพียงแค่การเปลี่ยนทัศนคติและการเพาะบ่มทางจิตใจให้แข็งแกร่ง พูดกับตัวเองซ้ำๆว่า “ฉันไม่กลัว ฉันทำได้” การทำลายสถิติของโคบี้ในวันนี้ไม่ได้บอกว่าเขาเหนือกว่าจอร์แดน แต่มันบอกว่าใจของเขา มาได้ไกลแค่ไหนแล้ว..

ชมหลักไมล์ในการทำสกอร์ตลอดอาชีพ ในการเล่น NBA ของโคบี้ ไบรอันท์

ไฮเซนเบิร์ก @Heisenbergball

19 ธันวาคม 2557

ที่มาและข้อมูลอ้างอิง

Zero | The Players’ Tribune

Comparing Kobe Bryant and Michael Jordan as NBA …

Kobe: Titles mean more than passing MJ – Los Angeles …

Who’s better? Lakers’ Kobe Bryant on verge of surpassing …

Phil Jackson: Kobe Bryant’s Attitude Towards Training …

Advertisements