237781-650-366แซม บูว์, เดวิด สเทิร์น, ฮาคีม โอลาจูวอนในดราฟปี 1984

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว NBA TV เพิ่งเปิดตัวหนังสารคดีของช่องในชื่อสารคดี 1984 DRAFT สารคดีที่พาเราไปรับรู้ถึงเหตุการณ์และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การดราฟของเอ็นบีเอที่หลายคนเชื่อกันว่าดีที่สุดในประวัติศาสตร์  ซึ่งหากจะบอกให้สั้นที่สุดถึงความสำคัญของ 1984 ดราฟ ก็คือมันเป็นปีสุดท้ายของระบบการดราฟแบบเก่า แต่กลับเป็นปีแรกที่ดราฟนั้นผลิตผู้เล่นระดับตำนานออกมามากมายอย่างไม่คาดฝัน หนึ่งในนั้นคือไมเคิล จอร์แดน นักบาสที่เปลี่ยนโฉมหน้าของเอ็นบีเอไปตลอดกาล

5 ฮอลล์ ออฟ เฟรม, 13 เอ็นบีเอแชมเปี้ยน, 7 เอ็มวีพี, 53 ออลสตาร์เกมส์ คือเกียรติยศทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากผู้เล่นใน 1984 ดราฟ แต่กว่าที่ 1984 ดราฟจะกลายเป็นที่จดจำ มันก็ยังมีเรื่องราวมากมายที่ยังไม่ได้ถูกกล่าวถึง

“ประวัติศาสตร์ของเกมบาสเก็ตบอลมันเกิดการเปลี่ยนแปลง มีความน่าสนใจหลายๆอย่างในปี 84 เพราะมันคือปีแรกที่เดวิด สเทิร์น(คอมมิสชั่นเนอร์คนก่อน) เข้ามาดำรงตำแหน่ง มันคือปีแรกที่เขาเป็นประธานดำเนินงานดราฟ  และคิดดูสิว่ามันน่าทึ่งมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการดราฟในปีนั้น มีเรื่องราวมากมายที่ทำให้ผู้เล่นหลายคนในปีนั่นกลายมาเป็นไอคอน” ดิออน โคโครอส รองประธานอาวุโสฝ่ายงานผลิตสื่อบันเทิงของเอ็นบีเอให้สัมภาษณ์

ดราฟในปี 1984 คือดราฟครั้งแรกของเดวิด สเทิร์น(1984-2013) หลังเข้ามารับตำแหน่งประธานลีกและเป็นปีสุดท้ายของระบบการดราฟแบบโยนเหรียญ ก่อนที่สเทิร์นจะเปลี่ยนการดราฟเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยระบบล็อตเตอรี่ในปีต่อมา โดยในปีนั่นคนที่ได้ดราฟในอันดับ 1 ไปตามความคาดหมายคือ ฮาคีม โอลาจูวอน ซึ่งถูกเก็งไว้ว่าจะได้ดราฟคนแรกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ และโอลาจูวอนก็พิสูจน์ให้เห็นในเวลาต่อมา ว่าเขาคู่ควรกับมันด้วยการพาฮิวสตัน ร็อคเก็ตท์ต้นสังกัด คว้าแชมป์ 2 สมัยซ้อนในปี 1994, 1995 กลายเป็นตำนานของฮิวสตันมาจนถึงปัจจุบัน ถัดจากนั้นคือคิวของพอร์ทแลนด์ เทรลเบเซอร์ผู้ถือสิทธิ์ดราฟอันดับ 2 ซึ่งในตอนนั่นมีตัวเลือกอยู่ 2 คนให้เลือกคือแซม โบวี่เซ็นเตอร์จากเคนตัคกี้หรือไมเคิล จอร์แดนสวิงแมนจากนอร์ท แคโรไลน่า แต่เพราะการดราฟในยุคก่อนทีมต่างๆยังให้ความนิยมอยู่กับการเลือกผู้เล่นที่ตัวสูงใหญ่เข้าทีม ประกอบกับแซมนั่นมีลักษณะรูปร่างและความสามารถที่คล้ายคลึงกับบิล วอลตัน เซ็นเตอร์ที่เคยพาพอร์ทแลนคว้าแชมป์ในปี 1977 จึงไม่ใช่เรื่องยากที่พอร์ทแลนด์จะมองข้ามจอร์แดนเพื่อเลือกแซม โบวี่เข้าทีม แต่น่าเสียดายที่ความสามารถของแซมไม่สามารถเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้พอร์ทแลนและเอ็นบีเอได้ เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ขาซึ่งรุมเร้าเขามาตลอดอาชีพ ทำให้แซมต้องรีไทร์จากอาชีพนักบาสหลังเล่นมาได้เพียง 11 ปี และเพราะความล้มเหลวในอาชีพของแซมกับความสำเร็จของไมเคิล จอร์แดน จึงทำให้หลังจากนั้นความนิยมในตัวบิ๊กแมนเริ่มเสื่อมถอยลง ทีมต่างๆ เริ่มจะหันเหมาให้ความสนใจการดราฟผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คคอร์ทหรือผู้เล่นที่ไม่จำเป็นต้องสูงใหญ่แต่มีทักษะและไอคิวที่ดี จึงเริ่มมีนักบาสรุ่นใหม่ๆให้ความสนใจและเลือกที่จะเล่นบาสเก็ตบอล ตามรอยความสำเร็จของไมเคิล จอร์แดน จนเกิดนักบาสอย่างโคบี้ ไบรอันท์, อัลเลน ไอเวอร์สัน, ดเวนย์ เหวด ฯลฯ ตามขึ้นมาและกระแสดั่งกล่าวก็กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางให้เอ็นบีเอก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

Bm350MFIgAAoVRwไมเคิล จอร์แดน คราวพบกับนิวยอร์ก นิคส์ในยุค 90

 ถัดจากไมเคิล จอร์แดน ดราฟในปี 1984  ก็ยังสร้างผู้เล่นระดับฮอลล์ ออฟ เฟรม อย่างชาร์ลส์ บาร์คลี่ย์ ที่แม้ว่าความบู๊ของบาร์คลี่ย์จะไม่เคยทำให้เขาได้แชมป์ แต่เพราะเอ็มวีพีในปี 1993 และมาดที่ยียวนก็ยังทำให้เขาได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอในปัจจุบัน เช่นเดียวกับจอห์น สต็อกตันดราฟอันดับ 16 ผู้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นตำนานและต้นแบบของจอมแอสซิสท์กับพิค แอนด์ โรลอันลือลั่น แต่คนที่จะไม่กล่าวถึงเสียมิได้อีกคนหนึ่งคงหนีไม่พ้น ออสการ์ ชมิดท์ ฮอลล์ ออฟ เฟรม ผู้หันหลังให้เอ็นบีเอ

หากวงการลูกหนังในบราซิลมีเปเล่เป็นเป็นตำนาน ออกสการ์ ชมิดท์ก็อยู่สถานะเช่นเดียวกันกับเปเล่ในวงการบาสเก็ตบอลบราซิล ย้อนกลับไปถึงการดราฟในปี 1984 ดราฟ ที่ยังมีกันถึง 10 รอบ ถึงแม้ว่าออสการ์จะประสบความสำเร็จในลีกอาชีพบ้านเกิดแต่เมื่อเขาเข้ามาในสหรัฐฯ ออสการ์กลับถูกนิวเจอร์ซี่ส์ เน็ตท์ เลือกในรอบที่ 6 เป็นดราฟอันดับที่ 131 ซึ่งนั่นหมายถึงการเล่นอาชีพของเขาแทบจะจบเห่เป็นได้เพียงผู้เล่นระดับล่างๆ ประกอบกับออสการ์ไม่สามารถจะเล่นให้แก่ทีมชาติได้ ออสการ์จึงตัดสินใจหันหลังให้กับเอ็นบีเอ เพื่อเดินหน้าอาชีพนักบาสเกตบอลให้แก่ทีมชาติและลีกบาสเก็ตบอลในยุโรปโดยเฉพาะในอิตาลีและบราซิล ที่ที่ทำให้เขาแจ้งเกิด ด้วยการเป็นตัวทำสกอร์สูงสุด 16 สมัย รวมสกอร์ตลอดอาชีพอยู่ที่ 49,703 แต้ม ซึ่งมากกว่าสถิติสกอร์สูงสุดของตำนานในเอ็นบีเออย่างคารีม อับดุล จาบบาร์ ที่เคยทำไว้ 38,387 แต้มเสียอีก และแน่นอนในเวลาเดียวกับที่ออสการ์เล่นอยู่ในอิตาลีเขาก็คือหนึ่งในแรงบันดาลใจให้แก่ตำนานคนต่อไปอย่างโคบี้ ไบรอันท์

“ออสการ์ ชมิดท์ คือนักบาสในช่วงที่ผมเติบโตมาตอนอยู่ในอิตาลี ผมดูเขาแข่งกับพ่อผมตลอด เขาทำสกอร์ 35 แต้ม 40 แต้มได้แทบทุกคืน แถมทำได้อย่างอัตโนมัติ เขากับพ่อผมคล้ายๆกัน ตรงที่เขาทั้งสองสูงมากๆ (2 เมตร) แต่กลับชู้ตบาสได้ดีสุดๆ ผมบอกได้เลยว่าผมเป็นแฟนตัวยงของเขา” โคบี้กล่าว

schmidtออสการ์ ชมิดท์ ในทีมชาติบราซิล

ในทุกวันนี้หากจะพูดถึงอิทธิพลที่บุคลากรในดราฟปี 1984 ได้สร้างไว้นอกจากอิทธิพลที่จอร์แดนเคยทำให้มีแต่คนอยากเป็นเขาแล้ว ปัจจุบันแนวทางการเล่นของฮาคีม โอลาจูวอน ก็ยังเป็นที่สนใจของบิ๊กแมนในยุคนี้ จนโอลาจูวอนผันตัวเองมาเป็นโพส-อัพเทรนเนอร์ให้แก่นักบาสรุ่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ชาร์ลส์ บาร์คลี่ย์ยังคงใช้ความยียวนของตัวเองในการเป็นนักวิเคราะห์เกมของรุ่นน้องให้แก่ช่อง TNT ได้อย่างถึงพริกถึงขิง จอห์น สต็อกตันก็คือหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆเห็นว่าถึงแม้คุณจะไม่ใช่นักบาสที่ตัวสูงมากแต่เอ็นบีเอก็ยังมีที่ทางให้คุณได้เล่น หากคุณสามารถหาจุดแข็งของตัวคุณเองได้อย่างที่ เจสัน คิดด์ หรือ สตีฟ แนช ดำเนินรอยตาม ออสการ์ ชมิดท์คือผู้แผ้วถางทางให้แก่วงการบาสเกตบอลบราซิล ให้ทุกวันนี้บราซิลยังคงผลิตนักบาสเกตบอลชั้นเลิศอย่าง เนเน่ (วิซาร์ด), แอนเดอสัน วาเรเจา(คาวาเลียร์) หรือแชมป์คนล่าสุดอย่าง ติอาร์โก้ สปลิทเตอร์(สเปอร์ส) ออกมาประดับวงการ

ทั้งนี้ดราฟ 1984 ก็ยังมีผู้เล่นอีกมากมายที่ยังไม่ได้ถูกนำมากล่าวถึงอย่างเช่นลีออน วู้ด ดราฟอันดับ 10 ที่ผันตัวเองมาทำอาชีพกรรมการให้แก่เอ็นบีเอในเวลาต่อมา หรืออย่าง ริค คาร์ไลส์ (ดราฟอันดับ 70, บอสตัน) นักบาสที่ไม่เคยได้ฉายแววเก่งในอาชีพ (เล่นได้แค่ 5 ปี)  แต่เขาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าประสบการณ์จากทีมชั้นเลิศอย่างบอสตัน เซลติกส์ในทศวรรษ 80 และคำชี้แนะของตำนานอย่างลาร์รี่ เบิร์ดก็ทำให้ริคก้าวมาเป็นโค้ชชั้นแนวหน้าของลีก จนประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการรับรางวัลโค้ชแห่งปี 2002 ตอนคุมดีทรอยท์และถ้วยลาร์รี่ โอ ไบรอันท์ ในปี 2011 กับดัลลัส แมฟเวอริคส์

jordan-olajuwon-barkley-stockton-20140610-rapplerไมเคิล จอร์แดน, ฮาคีม โอลาจูวอน, ชาร์ลส์ บาร์คลี่ย์, จอห์น สต็อกตัน ในปัจจุบัน

ผ่านมาแล้ว 30 ปี จาก 1984 ถึง 2014 เอ็นบีเอดราฟกำลังจะเริ่มขึ้นใหม่ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นดราฟครั้งแรกในการมารับตำแหน่งประธานของอดัม ซิลเวอร์แทนที่เดวิด สเทิร์น หลายๆคนคงพอจะรู้ชื่อของเต็งดราฟอย่าง แอนดรูว์ วิกกิ้น, จาบารี่ ปาร์คเกอร์และโจเอล เอมบลิด กันมาบ้างแล้ว แต่พวกเขาจะก้าวเข้ามาสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ยุคของซิลเวอร์ แฉกเช่นที่ 1984 ดราฟได้ให้กำเนิดตำนานในยุคของเดวิดสเทิร์น หรือไม่ ยังไม่มีใครรู้ แต่ที่รู้ๆคือ 1984 นั้นคือหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การดราฟในเอ็นบีเอและเป็นก้าวแรกที่ควรค่าแก่การจดจำ

ไฮเซนเบิร์ก

20 มิถุนายน 2557

@Heisenbergball

 ข้อมูลอ้างอิง

‘The 84 Draft’ documentary brings NBA legends (and unknowns) to light

Nash helps bridge NBA generations – ESPN.com – Go.com

‘The84Draft’ reveals stories of greatness in NBA’s best-ever draft

Advertisements