10373482_10152350696583463_6447060034599396530_n

1.ปีนี้เปลี่ยนฟอร์แมท

ระบบการแข่งซีรี่ส์ 7 เกมในนัดชิง จากฟอร์แมท 2-3-2 จะเปลี่ยนกลับมาใช้ฟอร์แมท 2-2-1-1-1 ในปีนี้เป็นปีแรกเพื่อความยุติธรรมของทีมที่ถือสิทธิ์เจ้าบ้าน หลังใช้ฟอร์มแมทเดิมมา 29 ปี โดยฟอร์แมท 2-2-1-1-1 นั่นเคยถูกใช้ในปี 1957-1984 มาก่อน

2.เกม 1

สเปอร์สเข้าชิงมาแล้ว 6 ครั้ง แต่ไม่เคยแพ้ในเกม 1 เลยสักครั้ง ในขณะที่เลอบรอน เจมส์ก็ไม่เคยชนะเกม 1 ที่เป็นเกมเยือนเลยสักครั้ง (2 ครั้ง) ตั้งแต่สมัยอยู่คลีฟแลนด์จนถึงไมอามี่

3.รีแมทช์นัดชิง

การรีแมทช์นัดชิงในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997-98 (16 ปีมาแล้ว) สมัยการพบกันระหว่างชิคาโก้ บูลส์กับยูท่าห์ แจ๊ซซ์ และทั้งไมอามี่ ฮีทกับซานอันโตนิโอ สเปอร์สก็ถือเป็นทีมที่มีสถิติชนะในโพสซีซํ่นสูสีกันในรอบ 10 ปีหลัง (ตั้งแต่ปี 2005) อย่างไม่มีใครเทียบได้ โดยสเปอร์สชนะเกมเพลย์ออฟมาทั้งหมด 92 เกม ไมอามี่ชนะมา 89 เกม แต่หากนับเป็นเปอร์เซ็นชนะ ไมอามี่จะอยู่ที่ 65.4% ส่วนสเปอร์สต่ำกว่าเล็กน้อย 62.6%

4.สเปอร์สเก่งในบ้าน ฮีทอ่อนนอกบ้าน

ปีนี้สเปอร์สถือสิทธิ์เจ้าบ้านในนัดชิงและพวกเขาก็ทำสถิติในบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการชนะ 32 แพ้ 9 ในฤดูกาลปกติและ ชนะ 9 แพ้ 1 ในเพลย์ออฟ  ในขณะที่ไมอามี่ ฮีท มีสถิตินอกบ้านที่ไม่สู้จะดีนัก ฤดูกาลปกติ ชนะ 22 แพ้ 19 และในเพลย์ออฟ ชนะ 4 แพ้ 3 แถมล่าสุดสเปอร์สสร้างสถิติชนะในบ้านตัวเองด้วยแต้มห่าง 15+ มา 7 เกมติดแล้ว

5.ไมอามี่ ฮีทเข้าชิง 4 ปีติด

ไม่ว่าฮีทจะชนะหรือแพ้แต่พวกเขาก็กลายเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ไปแล้ว เมื่อสามารถเข้าชิงได้ถึง 4 ปีซ้อนกลายเป็นทีมที่ 3 ที่สามารถทำได้ต่อจากเลเกอร์สในปี 1982-85 และบอสตัน เซลติกส์ในปี 1984-87 ทั้งยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เฟรนไชส์หลังก่อตั้งมากว่า 26 ปี

6.หากไมอามี่ ฮีทได้ 3 แชมป์ (3-peat) พวกเขาจะเป็นทีมที่ 3 ซึ่งได้เกียรติยศนี้ในรอบ 20 ปี

หลังจากชิคาโก้ บูลส์คว้า 3 แชมป์ ในปี 1996-98 เลเกอร์สในปี 2000-02 ก็ถึงเวลาแล้วที่ไมอามี่ในยุคของเลอบรอน เจมส์จะสร้างประวัติศาสตร์นี้ขึ้นอีกครั้ง หากเลอบรอนอยากเทียบชั้นไมเคิล จอร์แดนและโคบี้ ไบรอันท์ เพื่อลบคำสบประหม่าและสร้างยุคนี้ให้เป็นยุคของคิงส์เจมส์อย่างแท้จริง

7.เรย์ อัลเลนและเชน แเบตติเยร์ ถึงเวลาเกษียร

เชน แเบตติเยร์นั่นแน่นอนแล้วว่าจบซีซั่นนี้เขาจะรีไทร์ไปรับงานนักวิเคราะห์บาสคอลเลจของให้แก่ ESPN ในขณะที่เรย์ อัลเลนยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่ว่าเขาจะรีไทร์หรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองคนจำเป็นจะต้องปิดฉากอาชีพให้สวยหรูด้วยแหวนอีกซักวง

8.สเปอร์สเข้าชิงได้ 2 ปีซ้อน

ตลอดเวลาเกือบ 2 ทศวรรษในยุคของเกร็ก โพโพวิช สเปอร์สไม่เคยเข้าชิงได้ 2 ปีซ้อน ครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกของโพโพวิชและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เฟรนไชส์ที่สเปอร์สสามารถทำได้

9.สเปอร์สคือทีมที่คงเส้นคงวาที่สุดในรอบ 15 ปี

แม้จะพูดไม่ได้ว่าสเปอร์สคือทีมแห่งยุคหรือทีมที่สามารถคว้าแชมป์ได้ติดต่อกัน (dynasty) แต่เวลากว่า 15 ปีคงพิสูจน์ได้ว่าสเปอร์สคือทีมที่มีฝีมือคงเส้นคงวากว่าทีมไหนในเอ็นบีเอ เพราะตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมาให้อย่างมากก็แค่ราวๆ 10 ปีเท่านั้นที่ทีมๆหนึ่งจะสามารถโดดเด่นอยู่ได้อย่างเช่นชิคาโก้ บูลส์และเลเกอร์ส แต่จากแชมป์แรกในปี 1999 จนถึงวันนี้ผ่านมา 15 ปีสเปอร์สก็ยังคงเข้าสู่เพลย์ออฟด้วยการเป็นทีมเต็งได้ในทุกๆปี  แหวนวงที่ 5 จะเป็นเครื่องการันตีที่ดีว่าสเปอร์สน่าจะยังเป็นสุดยอดทีมอายุยืนต่อไปได้จนจบทศวรรษที่ 2 ของพวกเขา

10.นี่อาจเป็นนัดชิงสุดท้ายของทิม ดันแคน

ดันแคนยังเหลือสัญญาอยู่กับสเปอร์สต่อถึงปี 2015 แต่ใครจะรู้ว่าปีหน้าสเปอร์สจะได้เข้าชิงอีกหรือเปล่า อีกทั้งอายุอานามของดันแคนก็สมควรแก่การรีไทร์แล้ว ฉะนั้นก็คงมีแค่ปีนี้นี่แหละที่ดันแคนจะต้องปิดฉากอาชีพด้วยแหวนวงที่ 5 เทียบเท่าโคบี้ ไบรอันท์ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาคือหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดหลังยุคจอร์แดน

ไฮเซนเบิร์ก

4 มิถุนายน 2557

https://twitter.com/Heisenbergball

 

 

 

Advertisements