la-sp-sn-lamar-odom-is-receiving-treatment-in--001

ข่าวคราวของ ลามาร์ โอดอม ในช่วงเดือนที่ผ่านมา แทบจะกลายเป็นข่าวที่ตอกย้ำเรื่องของนักบาสเอ็นบีเอกับยาเสพติดได้เป็นอย่างดีเพราะมันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา

หากยังจำกันได้ในช่วงเพลย์ออฟเดือนพฤษภาคม เจ.อาร์.สมิธ คือจำเลยคนแรกที่กลายเป็นข่าวฉาวไปทั่ว เมื่อแหล่งข่าวระบุว่า การ์ดเจ้าของรางวัลสำรองยอดเยี่ยมคนล่าสุด พี้โคเคนจนเค้นฟอร์มในเพลย์ออฟไม่ออก ส่งผลให้นิวร์ยอร์ค นิคส์ต้นสังกัดฟอร์มห่วยและตกรอบ ล่าสุดสมิธก็ถูกสั่งพัก 5 เกมแรกในฤดูกาลปกติและโดนปรับเงินค่าเหนื่อยส่วนหนึ่งใน 5 เกมจากเรื่องดั่งกล่าว อีกคนนึงที่เพิ่งมีข่าวก็คือ ไมเคิล บีสลี่ย์ ฟอร์เวิร์ดมือดี ที่ถูกฟีนิกซ์ ซันส์ยุติสัญญา เหตุจากถูกตำรวจจับฐานมีกัญชาไว้ในครอบครอง โดยฟีนิกส์ ซันส์ให้ความเห็นว่าความประพฤติของบีสลี่ย์ ไม่ใช่ความประพฤติที่อยู่ในมาตรฐานของผู้เล่นที่ดีในองค์กร

สื่อจอมสอดอย่าง TMZ ได้ออกมาแฉผ่านเว็บไซด์เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุถึงข้อมูลจากนักบาสชื่อดัง 3-4 คนที่กำลังเล่นอยู่ในปัจจุบัน (ไม่ประสงค์ออกนาม) ที่คาดว่ากว่า 30 เปอร์เซ็นของเพื่อนนักบาสภายในลีก ใช้ยาเสพติดกันอย่างเมามัน อาทิ ยาอี , มอลลี่(ยาอีอีกประเภทหนึ่ง)  และ ลีน (ยาเสพติดที่มีลักษณะคล้ายยาน้ำแก้ไอ) แต่ตัวซึ่งเป็นที่แพร่หลายคือ กัญชา โดยนักบาสดั่งกล่าวยอมรับว่าเพื่อนๆของพวกเขาเสพกันจริง แต่เสพกันในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ส่งผลต่อการเล่นหรือเสพจนออกอาการ  หลายคนพูดเหมือนกันว่ายังไม่เคยพบใครเสพยาเสพติดชนิดรุนแรงอย่างเฮโรอีนหรือโคเคน (เช่นลามาร์ โอดอม) แต่สิ่งที่ทุกคนตอบเหมือนกันหมดคือ พวกเขาพบเห็นเพื่อนนักบาสเสพมันในระหว่างฤดูกาลปกติ หรือแม้กระทั่งในเพลย์ออฟ

หากจะสืบสาวไปถึงต้นสายปลายเหตุคงต้องย้อนกลับไปพูดถึงกฎระเบียบในการตรวจสารเสพติดของเอ็นบีเอที่ใช้ในปัจจุบัน  ซึ่งตรวจกัน 6 ครั้งต่อปี โดย 2 ครั้งแรกจะตรวจกันในช่วงปิดซีซั่น ส่วนอีก 4 ครั้งจะตรวจกันในระหว่างฤดูกาล โดยการตรวจทั้งหมดจะทำกันโดยการสุ่มตรวจ ไม่มีตารางออกมาชัดเจน ไม่มีการเฉพาะเจาะจง ทั้งผู้เล่นและเอ็นบีเอไม่สามารถทราบได้ว่าจะมีการตรวจเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือกับผู้เล่นคนไหน ทำให้ทางนึงก็ถือเป็นเรื่องยากหากพวกนักบาสขี้ยาทั้งหลายอยากจะเสพยาเพราะพวกเขาจะตกอยู่ในความหวาดระแวงว่าพวกเขาอาจถูกสุ่มตรวจจนโดนจับได้ แม้แต่เดวิด ลี ฟอร์เวิร์ดอนาคตไกลของโกลเด้นท์สเตท วอร์ริเออร์ก็ยังออกมาย้ำ ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่การเสพยาจะทำให้คุณหลีกเลี่ยงการตรวจของลีกมาได้

แต่ในอีกทางนึง หากนักบาสขี้ยาบางคนผ่านการตรวจครั้งสุดท้ายมาได้ และบังเอิญการตรวจครั้งสุดท้ายของพวกเขาดันเสร็จก่อนใครเพื่อน (เช่นตรวจครั้งสุดท้ายเดือนมกราคม) ช่วงเวลาหลังจากนั้นจะกลายเป็นสวรรค์ของพวกเขาไปโดยอัตโนมัติ พวกเขามีสิทธิ์จะพี้กันได้เต็มที่ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเอ็นบีเอจับได้ ขอแค่อย่าไปถูกตำรวจจับซะก่อน

ความหละหลวมของมาตรการดั่งกล่าวคือ จำนวนการสุ่มตรวจนั้นน้อยเกินไป ความถี่ในการตรวจของนักกีฬาแต่ละคนก็ไม่มีความสม่ำเสมอ และที่สำคัญตามที่สื่อต่างพูดถึงคือเอ็นบีเอยังไม่ค่อยเข้มงวดกับมาตรการของพวกเขาเองเท่าไหร่ เพราะพวกเขาแทบจะไม่มีบทบาทในการจัดตารางการตรวจหรือการเลือกผู้เล่นเข้ารับการตรวจเลย เนื่องจากธุระทั้งหมดในเรื่องนี้จะถูกส่งผ่านไปให้แก่ศูนย์ตรวจสิ่งเสพติดในกีฬาแห่งชาติ (The National Center for Drug Free Sport)

ในส่วนของบทลงโทษหากมีการตรวจพบสารเสพติด ครั้งแรกนักกีฬาจะถูกพัก 5 เกม ครั้งที่สองถูกพัก 10 เกม ครั้งที่สามถูกพัก 25 เกมและครั้งที่ 4 ถูกพักขั้นต่ำ 2 ปี ทั้งนี้นักบาสที่ละเมิดกฎจะต้องเข้าคอร์สเลิกยาและเข้ารับการปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งดูแล้วก็เป็นบทลงโทษที่ประนีประนอมกันเกินไปเพราะนักกีฬามีโอกาสแก้ตัวตั้ง 4 ครั้ง และถูกพักไปแค่ไม่กี่เกม

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การเสพยาของนักบาสในเอ็นบีเออย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ไปเสียแล้ว เพราะถ้าพิจารณากันดีๆ จะเห็นว่าอาชีพนักกีฬาส่วนใหญ่นั้นถูกจัดให้อยู่เฉพาะในกลุ่มคนวัยหนุ่มจนถึงวัยทำงาน เงินรายได้มหาศาลกับคนวัยดั่งกล่าว เมื่อมันมาอยู่ด้วยกันความบรรลัยวายป่วงย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน เพราะความยับยั้งชั่งใจของคนในวัยนี้ยังอยู่ในขั้นสุ่มเสี่ยง ยิ่งถ้าหากพื้นฐานทางสังคมเช่นการได้รับคำสั่งสอนจากครอบครัว การศึกษา ชนชั้นและสภาพแวดล้อมของบางคนอยู่ในระดับเลวร้ายความเสี่ยงเรื่องการติดยาของพวกเขาก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ พวกเขามีสถานะทางการเงินพอที่จะบันดาลอะไรก็ได้ตามใจชอบ แม้แต่การหายามาเสพกันอย่างสนุกสนานภายในไม่กี่ชั่วโมง

การเสพยาเสพติดกับนักบาสเอ็นบีเอ แม้จะมีมารตราการที่เข้มงวดมากขึ้น แต่ถ้าหากพวกเขาต้องการจะเสพมันพวกเขาก็หาทางเสพกันจนได้ ฉะนั้นทางที่หวังว่านักบาสหลายคนจะเลิกเสพมันเสีย ทางหนึ่งคือสายตาจากสื่อสังคมออนไลน์ เพราะไม่ว่าใครจะทำอะไรทุกคนก็สามารถรับรู้มันได้ผ่านทางช่องทางนี้ ยิ่งเรื่องที่เสื่อมเสียยิ่งไปได้ไว ยิ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะมาเร็วและหนักหน่วงแค่ไหน  แหล่งข่าววงในเอ็นบีเอรายหนึ่ง ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง TMZ ว่า 5 ปีที่ผ่านมาปัญหาเรื่องยาเสพติดกับนักกีฬาเริ่มมีให้เห็นน้อยลง เพราะสาเหตุหลักมาจากสื่อสังคมออนไลน์ ที่ทำให้นักบาสขี้ยาทั้งหลายต้องระมัดระวังตัว หวาดระแวงและอาจเลิกเสพกันไป

ส่วนอีกทางหนึ่งคงเป็นเรื่องของความคิดและจิตใจของพวกเขาเอง ถ้าพวกเขารักในอาชีพและชื่อเสียงเงินทอง พวกเขาต้องยอมแลกกับการตัดมันทิ้ง ขึ้นชื่อว่ายาเสพติดยังไงมันก็สวนทางกับกีฬาอยู่แล้ว เพราะในขณะที่กีฬาสร้างทั้งเงินทอง, ชื่อเสียง , สุขภาพและมิตรภาพ ยาเสพติดกลับทำลายได้แทบทุกอย่าง โอเคพวกเขาอาจจะต้องมีการสูบเสพหรือกินดื่มกันบ้างเพื่อความผ่อนคลายหรือสนุกกับเพื่อนเพราะค่าตอบแทนจากอาชีพนักกีฬานั้นต้องแลกมาด้วยการแบกรับแรงกดดันมหาศาล แต่ความพอดีคือสิ่งสำคัญที่ต้องระลึกถึงเสมอ เพราะหากล้ำจากจุดนั้นไป ยาเสพติดของนักกีฬาจะเท่ากับคำโกหกคำโตต่อสาธารณะชนต่อคนที่สนับสนุน ซึ่งการโกหกผู้คนเหล่านั้นคงไม่ส่งผลดีต่อชีวิตใครก็ตาม

ลามาร์ โอดอมอาจจะกลับมาเล่นได้เหมือนเดิม แต่เขาไม่ได้โด่งดังพอจะให้มีใครรักหรืออยากกลับมาเชื่อใจได้อีกครั้ง และจริงๆแล้วคงมีนักกีฬาเพียงไม่กี่คนหรอกที่ติดยาแล้วชีวิตนักกีฬาจะกลับมาดีเหมือนเดิม แม้ทุกคนจะคาดหวังให้ชีวิตของเขาได้รับโอกาสอีกครั้งก็ตามที

8 กันยายน 2556

ไฮเซนเบิร์ก

Advertisements