644400_512425698800987_829670582_n

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าข่าวที่ถูกสื่อประโคมมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการจากไปของ ดร.เจอร์รี่ บัสส์ ด้วยอาการไตวายเฉียบพลัน ที่อาจมีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งซึ่งบัสส์ต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องมาเกือบสองปี สิ่งที่สื่อสนใจไม่ใช่การตายของเจ้าของทีมใน NBA เพราะถ้ามองในเชิงสัญลักษณ์ การตายของเจอร์รี่ บัสส์ มันคล้ายกับการสูญสิ้นซึ่งยุคแห่งความรุ่งเรืองของลอสแองเจลิส เลเกอร์ส..?

ตลอดเวลากว่า 33 ปี นับตั้งแต่ปี 1979 ที่บัสส์เข้ามายึดครองบัลลังก์บริหารของเลเกอร์ส หากเปรียบไปแล้ว บัสส์ ไม่ต่างไปจาก อเล็กซานเดอร์มหาราช หรือ พระเจ้าอโศกมหาราช เขาคือผู้พิชิตและนำความเจริญเข้ามาสู่ผืนดินของลอสแองเจลิส และวงการบาสเกตบอลในอเมริกา บัสส์มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำบาสเกตบอลกลายเป็นกีฬาที่ฮิตติดลมบนขึ้นมาภายในช่วง 10 ปีแรกที่เขาเข้ามากุมบังเหียนหรือที่เรียกกันว่ายุค Showtime ถึงขนาดที่ เดวิด สเทิร์นประธาน NBA ต้องกล่าวรำลึกต่อ เจอร์รี่ บัสส์ ในพิธีรำลึกการจากไปเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 (ตามเวลาท้องถิ่น) ว่าบัสส์คือชายผู้สร้างพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงให้กับประวัติศาสตร์วงการกีฬา และปฏิเสธไม่ได้ว่า 10 แชมป์ที่บัสส์คว้ามันมาทั้งหมดตลอดชีวิตการทำงานของเขา ล้วนเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์และการอ่านเกมในแวดวงธุรกิจกีฬาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

บัสส์เกิดที่ยูท่าห์แต่มาตั้งหลักชีวิตอยู่กับมารดาที่ลอสแองเจลิสตั้งแต่ 9 ขวบ เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเป็นเด็กหัวดีและความสนใจในวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ จนสามารถเรียบจบในระดับปริญญาเอก ณ University of Southern California สาขา เคมีกายภาพ ในลอสแองเจลิส และเข้าทำงานครั้งแรกที่ aerospace industry (ปัจจุบันชื่อ Aerospace manufacturer บริษัททางด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในอเมริกา) แต่จุดเปลี่ยนจริงๆคือการที่บัสส์ตัดสินใจอำลาสิ่งที่เขาร่ำเรียนมา เพื่อกระโจนเข้าสู่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถทำเงินเป็นกอบเป็นกำให้เขาได้เพียงเวลาไม่นาน และจากจุดนั้นเอง ที่ทำให้บัสส์ตัดสินใจโดดเข้าสู่การเป็นเจ้าของทีมกีฬา ทั้งเทนนิส ฮอคกี้ จนมาจบที่การซื้อทีมบาสเกตบอลเก่าแก่ที่กำลังอยู่ในช่วงปลอดแชมป์จาก แจ็ค เคนท์ คุก เจ้าของคนเก่าด้วยราคา 67.5 ล้านเหรียญ ลอสแองเจลิส เลเกอร์ส

เพียงแค่ปีเดียวที่ เจอร์รี่ บัสส์ เข้ามาถือครองเลเกอร์ส ความเป็นนักเคมีของเขายังคงติดตัวมาไม่มีเสื่อมคลาย บัสส์รู้ดีว่าในขณะนั้น เลเกอร์สมีอะไรอยู่และเขาควรจะเขย่าส่วนผสมเท่าที่มีนั่นให้ผลิดอกออกผลได้อย่างไร แน่นอนว่าตอนนั้นเลเกอร์สมี คารีม อับดุล จาบบาห์  กับ จามาวล์ วิคส์ แต่เลเกอร์สก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนเมื่อเลเกอร์สได้สิทธิ์ดราฟหนุ่มน้อย นามว่า เออร์วิ่ง จอห์นสัน เข้ามา เมื่อนั่นเองที่บัสส์ดูเหมือนจะค้นพบสารเร่งปฏิกิริยา และทำให้ภายในปี 1980 เลเกอร์สสามารถคว้าแชมป์มาครอง เป็นสาเหตุให้บัสส์กับแมจิค จอห์สัน รู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ทั้งสองก่อร่างสร้างความสำเร็จมาด้วยกันและมิตรภาพก็เป็นอยู่อย่างนั้นมาเสมอ ถึงขณะที่แมจิคได้ออกมาบอกกับสื่อว่าบัสส์เปรียบเสมือนพ่อคนที่สอง เขาคือผู้มอบคำว่า Magic ให้แก่พ้อยการ์ดมหัศจรรย์เบอร์ 34  “ปราศจากบัสส์ก็ไม่มีแมจิค”

และในขณะที่ทุกอย่างเหมือนกำลังจะไปได้สวย บัสส์ก็ยังไม่หยุดควานหาส่วนผสมชั้นเลิศให้กับงานทดลองของเขา การมาถึงของ แพท ไรลี่ย์ และ เจมส์ เวิร์ดทรี่ คือ สิ่งที่บัสส์มั่นใจว่าคนเหล่านี้จะทำให้เลเกอร์สมีอนาคตและความสำเร็จรออยู่ และมันก็เป็นอย่างที่บัสส์วางหมากไว้ นับตั้งแต่ปี 1979-1989 เลเกอร์สภายใต้การทำทีมของ แพท ไรลี่ย์ และการอ่านเกมธุรกิจของบัสส์ นำพาให้เลเกอร์สคว้าแชมป์มาถึง 5 ครั้ง แต่ชัยชนะในสนามไม่ใช่เพียงสิ่งที่บัสส์ต้องการ แม้บัสส์อาจจะเคยให้ความเห็นในเชิงติดตลกว่า เขาซื้อเลเกอร์สมาเพื่อล้ม บอสตัน เซลติกส์ ทีมที่เป็นคู่ปรับของเลเกอร์มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มจนถึงยุค แมจิค จอห์สัน กับ ลาร๋รี่ เบิร์ด เพราะสิ่งที่บัสส์ต้องการมากกว่านั้นคือจะทำอย่างไรให้เลเกอร์สเข้าไปอยู่ในใจของคน ซึ่งนั่นคือชัยชนะ

“จุดมุ่งหมายอันแท้จริงของผม คือผมพยายามจะหาเอกลักษณ์ให้กับเมืองนี้ ผมอยากให้ทุกครั้งที่คุณนึกถึง L.A. คุณจะพูดว่า เดี๋ยวรอก่อน นั่นไงเมืองที่เลเกอร์สเล่นอยู่ เฮ้ “เลเกอร์ส” “เลเกอร์ส” นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ”

10 ปีที่บัสส์เข้ามา เขาไม่ใช่เพียงคนที่ทำเพื่อตัวเอง การที่องค์กรจะอยู่ได้ไม่ใช่เพราะมีเจ้าของที่เก่งกาจ แต่เป็นเพราะองค์กรได้ให้อะไรกับผู้คน ชัยชนะไม่พอให้คนรักเท่ากับความสนุกจากการรับชม 10 ปีที่บัสส์และเหล่าบรรดาผู้เล่นระดับตำนานอยู่ร่วมกันนั่น พวกเขาได้ร่วมสร้างสิ่งที่เรียกว่า ShowTime ให้กับเกมการแข่งขัน ความบันเทิงจากการรับชมเป็นสิ่งที่บัสส์มองเห็นว่ามันจะเข้าไปครองใจผู้คนได้เสมอ ความงดงามจากทักษะลีลาและบรรยากาศ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่ว่าใครก็อยากจะดั้นด้นมาดูเลเกอร์สที่ประกอบไปด้วยซุปเปอร์สตาร์อย่าง แมจิค จอห์นสัน , คารีม อับดุล จาบบาห์ , เจมส์ เวิร์ดทรี่ และบรรดาสาวๆ Lakers girls และเพียงแค่ 10 ปีในยุค ShowTime หากพูดถึงลอสแองเจลิสในวันนี้ ไม่เพียงฮอลลีวู้ดเท่านั้นที่คนจะนึกถึง แต่เลเกอร์ส ก็คือสิ่งหนึ่งที่ผู้คนถามหา และ ShowTime ก็กลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวเลเกอร์สมาจนถึงทุกวันนี้

การมาถึงของ ไมเคิล จอร์แดน และวัยอันโรยราของ Show Time อาจทำให้เลเกอร์สต้องชะงักงันไปเกือบ 10 กว่าปี แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของเกมกีฬา ผ่านวันชื่นคืนสุขย่อมมีช่วงเวลาที่โหดร้าย กระนั้น เจอร์รี่ บัสส์ยังอยู่ การตัดสินใจยังคงเป็นสิทธิ์ขาดที่มีเพียงเขาคนเดียวที่มีอำนาจ การมาถึงของ ฟิล แจ็คสัน การแจ้งเกิดของ โคบี้ ไบรอันท์ และการเซ็นสัญญากับ แชคิล โอนีล คือไพ่สำรับใหม่ที่บัสส์ถืออยู่ในมือ และมันก็เป็นไพ่ที่ทำให้บัสส์มือขึ้นอีกครั้งในรอบ 10 ปี

5 แชมป์ภายใต้การทำทีมของ เดอะ เซ็น มาสเตอร์ พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนอีกครั้งว่า บัสส์ ไม่ได้เลือกคนผิด แม้หลังปี 2002 และ 2003 บัสส์ต้องเสีย แชคิล โอนีล กับ ฟิล แจ็คสันไป แต่ไม่นานฟิลก็กลับมา และโคบี้ก็ยังไม่ไปไหน การเขย่าส่วนผสมครั้งใหม่ร่วมกับ พาว กาซอล , แอนดรูว์ บายนัม , เดอริค ฟิชเชอร์ ก็ ทำให้ต่อมาเลเกอร์สคว้าแชมป์ได้อีก 2 ปีติดต่อกัน (2009,2010) จนกระทั่งวันที่ ฟิล แจ็คสัน ประกาศรีไทร์ กอปรกับโรคมะเร็งร้ายที่เข้ามาคุกคามบัสส์ และทำให้เขาเสียชีวิตในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2013 เลเกอร์สจึงกลับมาสู่ฝันร้ายอีกครั้ง

แม้เลเกอร์สใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมาจะยังเดินไปได้ไม่เต็มเท้า แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อคือไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจอรร์รี่ บัสส์สร้างไว้ จะทำให้เลเกอร์สยังมีแฟนที่สนับสนุนพวกเขาเกิดขึ้นใหม่ทุกปี โคบี้อาจเลิกเล่นในอีก 2 ปีแต่จะต้องมีคนใหม่เข้ามา อาจมีช่วงเวลาที่ลำบากยากเย็นเกิดขึ้นแต่มันจะผ่านไป  ณ ตอนนี้ เลเกอร์สตกอยู่ในการดูแลของครอบครัวบัสส์ ภายใต้การดูแลองค์กรของจิม บัสส์และ จีนี่ บัสส์ ลูกชายลูกสาว ซึ่งคงต้องดูกันต่อไปว่า เขาและเธอจะทำให้ทีมกีฬาที่เคยมีมูลค่าแค่ 67.5 ล้านเหรียญ แต่บัสส์ผู้พ่อ ทำให้มันมีมูลค่าถึง 2,600 ล้านเหรียญนั่น เดินต่อไปได้อย่างไร

แมจิค จอห์นสันได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าเหตุผลที่ บัสส์ส่งจีนี่ไปเรียนทางด้านธุรกิจ เพราะหวังว่าวันนึง จีนี่ จะกลับมาทำหน้าที่แทนบัสส์ แม้จีนี่ (รวมถึงจิม) จะไม่ได้มีความหยั่งรู้ในเกมบาสเกตบอลเท่าบัสส์ผู้พ่อ แต่เธอยังมี มิทซ์ คัฟเชค ชายผู้เข้าใจหลักคิดของบัสส์ผู้พ่อเสมอมา และที่สำคัญคงหนีไม่พ้นชายอีกคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเธอเสมอ เพราะนั่นไม่ใช่ใคร นอกจาก ฟิล แจ็คสัน ว่าที่สามี ที่คงเป็นเหตุผลว่าทำไม เจอร์รี่ บัสส์ ถึงเลือกจีนี่ มานั่งแท่นผู้บริหาร เพราะนอกจากการตัดสินใจแล้ว ความคิดเห็นจากคนชิดใกล้นั่นสำคัญมาก

จากหนุ่มน้อยใฝ่เรียน สู่การเป็นนักเคมี , นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ , เจ้าของทีมกีฬา , เพลย์บอยด์ผู้เป็นต้นคิดให้เกิดเชียร์ลีดเดอร์ข้างสนาม (เพราะไม่อยากให้ผู้ชมต้องเบื่อเวลาพักเกม) , มือโป๊กเกอร์อันดับ 3 จากการแข่งขัน World Series of Poker  หรือ ชายที่ทำให้เลเกอร์สกลายเป็นทีมบาสเกตบอลที่มีคนเชียร์มากที่สุดในโลก เจอร์รี่ บัสส์อาจดูเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมาด้วยความมุ่งมั่นและจิตใจของนักสู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตามคำบอกเล่าของผู้คนที่พบผ่าน แต่ครั้งนึง บัสส์ก็เคยพูดเอาไว้ถึงการสร้างเลเกอร์ส

”บางครั้งมันก็เป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยน้ำตา”

7 มีนาคม 2556

ไฮเซนเบิร์ก

Advertisements